กำลังโหลดข้อมูล…
Search for a command to run...
การศึกษาอัตราปูนโดโลไมท์ที่เหมาะสมในการปรับปรุงดินเปรี้ยวจัด กลุ่มชุดดินที่ 14 ชุดดินระแงะ เพื่อปลูกข้าวโพดหวานดำเนินการในพื้นที่ หมู่ที่ 5 บ้านคูวา ต.บ้านขาว อ.ระโนด จ.สงขลา โดยดำเนินการระหว่าง ปี พ.ศ. 2553 – พ.ศ. 2555 โดยวางแผนการทดลองแบบ RCBD จำนวน 6 วิธีการ 4 ซ้ำ ได้แก่ วิธีการที่ 1 (T1) แปลงควบคุม วิธีการที่ 2 (T2) ปุ๋ยเคมีตามอัตราแนะนำ วิธีการที่ 3 (T3) ปูนโดโลไมท์ตามค่าความต้องการปูน วิธีการที่ 4 (T4) 1/2 ปุ๋ยเคมีอัตราตามคำแนะนำ + ปุ๋ยหมักซุปเปอร์ พด.1 + ปูนโดโลไมท์ตามค่าความต้องการปูน วิธีการที่ 5 (T5) 1/2 ปุ๋ยเคมีอัตราตามคำแนะนำ + ปุ๋ยหมักซุปเปอร์ พด.1 + 3/4 ปูนโดโลไมท์ตามค่าความต้องการปูน วิธีการที่ 6 (T6) 1/2 ปุ๋ยเคมีอัตราตามคำแนะนำ + ปุ๋ยหมักซุปเปอร์ พด.1 + 1/2 ปูนโดโลไมท์ตามค่าความต้องการปูน ผลการทดลองพบว่า วิธีการที่ 1 วิธีการที่ 2และวิธีการที่ 3 เมล็ดข้าวโพดหวานไม่งอกเลย โดยวิธีการที่ 1 ไม่มีการใส่ปัจจัย วิธีการที่ 2 และวิธีการที่ 3 ใส่ปัจจัยเพียงอย่างเดียว ทำให้ดินเปรี้ยวจัดไม่มีการเปลี่ยนแปลงสภาพความเป็นกรดเป็นด่าง ยังคงมีค่าความเป็นกรดเป็นด่างต่ำเหมือนเดิมซึ่งไม่เหมาะต่อการเจริญเติบโตของข้าวโพดหวาน แต่การใส่ปูนโดโลไมท์ร่วมกับปุ๋ยเคมีและปุ๋ยหมักซุปเปอร์ พด.1 โดยอัตราปูนโดโลไมท์ที่ใช้แตกต่างกัน คือ วิธีการที่ 4 ไม่มีการลดอัตราปูนโดโลไมท์ตามค่าความต้องการปูน วิธีการที่ 5 อัตรา 3/4 ปูนโดโลไมท์ตามค่าความต้องการปูน และวิธีการที่ 6 อัตรา 1/2 ปูนโดโลไมท์ตามค่าความต้องการปูน พบว่า เมล็ดข้าวโพดหวานมีการงอกและเจริญเติบโตค่อนข้างดีสามารถให้ผลผลิตแก่เกษตรได้ ผลการทดลองเฉลี่ยทั้ง 2 ปี พบว่า ด้านน้ำหนักสดของข้าวโพดหวานมีความแตกต่างกันทางสถิติอย่างมีนัยสำคัญ ที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95 โดยวิธีการที่ 4 ให้น้ำหนักสดเฉลี่ยสูงสุดคือ 320.83 กก./ไร่ รองลงมาคือวิธีการที่ 6 และวิธีการที่ 5 ให้น้ำหนักสดเฉลี่ย 265.27 และ183.33 กก./ไร่ ตามลำดับ ด้านผลผลิตของข้าวโพดหวานมีความแตกต่างกันทางสถิติอย่างมีนัยสำคัญ ที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95 โดยวิธีการที่ 4 ให้ผลผลิตเฉลี่ยสูงสุดคือ 167.5 กก./ไร่ รองลงมาคือวิธีการที่ 6 และวิธีการที่ 5 ให้ผลผลิตเฉลี่ย 129.16 และ 93.33 กก./ไร่ ตามลำดับ ด้านผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ วิธีการที่ 4ให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจเฉลี่ยสูงสุดจำนวน 20,522.64 บาท/ไร่ รองลงมาคือ วิธีการที่ 6 และ วิธีการที่ 5 ให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจจำนวน 15,359.94 และ 11,733.24 บาท/ไร่ ตามลำดับ