กำลังโหลดข้อมูล…
Search for a command to run...
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาวิเคราะห์สถานการณ์นโยบายมาตรการหรือโครงการที่ดำเนินการอยู่ในการพัฒนา และการแทรกแซงการทางานของระบบเศรษฐกิจสังคมภาคต่าง ๆ ของรัฐบาล 2) เพื่อศึกษาวิเคราะห์นโยบายมาตรการหรือโครงการที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน และวิเคราะห์โอกาสและความเสี่ยงต่อการทุจริตของการดำเนินนโยบาย มาตรการ หรือโครงการนั้น ๆ รวมถึงรูปแบบและกระบวนการทุจริตทั้งหมด 3) เพื่อศึกษาขอบเขตและขนาดของความเสียหายโดยการประมาณการขนาดความเสียหายอันเนื่องมาจากนโยบายมาตรการหรือโครงการที่ดำเนินการอยู่ ที่เลือกเป็นกรณีศึกษาและ 4) เพื่อศึกษาและเสนอแนะรูปแบบ การดำเนินงานที่มีธรรมาภิบาลสำหรับนโยบายมาตรการหรือโครงการที่ศึกษาพร้อมออกแบบแนวทางในการป้องกัน หรือลดช่องทางในการทุจริตทั้งจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ นักการเมือง และบุคคลภายนอกที่เกี่ยวข้อง โดยใช้การวิจัยแบบเชิงคุณภาพ โดยการวิจัยเอกสารและวิจัยสนาม ผลการวิจัยพบว่า คณะรัฐมนตรีในรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้กำหนดนโยบายการบริหารประเทศไว้ 2 ส่วน คือ นโยบายเร่งด่วนที่จะเริ่มดำเนินการในปีแรกและนโยบายทั่วไปอื่น ๆ ที่เหลือจะดำเนินการในช่วงระยะ 4 ปีของรัฐบาล โดยสามารถแบ่งเป็นด้านที่สำคัญ 5 ด้าน ด้านที่ 1 การสร้างความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติและฟื้นฟูประชาธิปไตย ด้านที่ 2 ด้านการบริหารเศรษฐกิจ ด้านที่ 3 การสร้างความเชื่อมั่นทั้งในประเทศและต่างประเทศ ด้านที่ 4 การพัฒนาคุณภาพชีวิตและสังคม และด้านที่ 5 การป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในภาครัฐอย่างจริงจัง รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในปี พ.ศ. 2557 สถานการณ์โดยรวมของประเทศอยู่ในภาวะที่ถูกกดดัน ทั้งจากปัจจัยภายนอกและภายในประเทศ การอนุมัติโครงการลงทุนหยุดชะงักการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐไม่สามารถดำเนินการได้ตามปกติ จึงส่งผลให้เศรษฐกิจไทยโดยรวมชะลอตัวอย่างรวดเร็ว โดยขยายตัวเพียงร้อยละ 0.5 ก่อนที่จะหดตัวร้อยละ 0.5 ในไตรมาสแรกของปี 2557 ต่อมารัฐบาลพลเอกประยุทธ์ ได้เข้ามาบริหารราชการ โดยได้สืบทอดงานและสานต่อภารกิจจาก คสช. ซึ่งได้ให้ความสำคัญกับการวางพื้นฐานที่ดีให้ระบบเศรษฐกิจมีความมั่นคงมากขึ้น รัฐบาลได้ให้ความสำคัญในการดำเนินการเพื่อให้มีการปฏิรูปในด้านต่าง ๆ จัดระเบียบสังคม เสริมสร้างความสามัคคีและความสมานฉันท์ของคนในชาติ น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นปรัชญานำทางเพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่ มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน โดยมุ่งหวังให้สังคมมีความสงบเรียบร้อย มีความปรองดองสมานฉันท์ภายใต้กฎหมายและระเบียบที่มีอยู่ และการปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย กฎระเบียบให้มีความเหมาะสมกับสภาวการณ์ในช่วงนั้นผลการวิเคราะห์นโยบาย และโครงการภายใต้ พ.ร.ก.ให้อานาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2563 ซึ่งจากข้อมูลโครงการภายใต้ พ.ร.ก.ให้อานาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2563 รวมโครงการต่าง ๆ จำนวน 219 โครงการ โดยแบ่งเป็นมาตรการต่าง ๆ รวมทั้งสิ้น 6 มาตรการ ได้แก่ (1) มาตรการเพื่อกระตุ้นการบริโภคและการลงทุนภายในประเทศ (2) มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตร (3) มาตรการรักษาความมั่นคงของฐานทรัพยากร (4) มาตรการฟื้นฟูอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจ (5) มาตรการพัฒนาทักษะ สร้างงาน และฟื้นฟูเศรษฐกิจในชุมชนท้องถิ่น และ (6) มาตรการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและส่งเสริมสาธารณประโยชน์ พบว่า โครงการส่วนใหญ่ถูกจัดสรรงบประมาณเพื่อตอบสนองมาตรการเพื่อกระตุ้นการบริโภคและการลงทุนภายในประเทศมากที่สุด ผลการศึกษากรณีศึกษาโครงการที่ดำเนินการอยู่ปัจจุบัน พบว่า โครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด และโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่มีความเสี่ยงสูงมากที่สุดในการเกิดการทุจริตเชิงนโยบาย และจากผลการทำ Simulation โครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่ และเชื่อมโยงตลาดสามารถประเมินขอบเขตความเสียหายของโครงการระดับความเสียหายเฉลี่ยจะอยู่ที่ราว 16.498 บาท (ต่อร้อยบาทของมูลค่าโครงการ) และขอบบนหรือมูลค่าสูงสุดของความเสียหายน่าจะไม่เกิน 25.84 บาท (ต่อร้อยบาทของมูลค่าโครงการ) และขอบล่างหรือมูลค่าต่ำสุดของความเสียหายไม่น่าที่จะต่ำกว่า 7.27 บาท (ต่อร้อยบาทของมูลค่าโครงการ) เนื่องจากโครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด ได้รับการจัดสรรงบประมาณจำนวน 13,904,500,000 บาท ดังนั้นขนาดความเสียหายจึงอยู่ที่ 2,293,964,410 บาท โดยมีขอบเขตความเสียหายสูงสุดไม่เกิน 3,592,922,800 บาท และความเสียหายอย่างต่ำอยู่ที่ 1,010,857,150 บาท ซึ่งมูลค่าทางการเงินที่ประเมินได้ดังกล่าวทำให้ผู้ดำเนินนโยบายสามารถจัดสรรทรัพยากร เช่น งบประมาณในการเฝ้าระวังและกำกับดูแลนโยบายหรือโครงการอยู่ระหว่าง 1,000-3,600 ล้านบาท ในขณะที่โครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ มีระดับความเสียหายเฉลี่ยจะอยู่ที่ราว 16.506 บาท (ต่อร้อยบาทของมูลค่าโครงการ) และขอบบนหรือมูลค่าสูงสุดของความเสียหายน่าจะไม่เกิน 26.842 บาท (ต่อร้อยบาทของมูลค่าโครงการ) และขอบล่างหรือมูลค่าต่ำสุดของความเสียหายไม่น่าที่จะต่ำกว่า 5.945 บาท (ต่อร้อยบาทของมูลค่าโครงการ) เนื่องจากโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณจำนวน 9,805,707,480 บาท ดังนั้น ขนาดความเสียหายจึงอยู่ที่ 1,618,530,077 บาท โดยมีขอบเขตความเสียหายสูงสุดไม่เกิน 2,632,048,002 บาท และความเสียหายอย่างต่ำอยู่ที่ 582,949,310 บาท ซึ่งมูลค่าทางการเงินที่ประเมินได้ดังกล่าว ทำให้ผู้ดำเนินนโยบายสามารถจัดสรรทรัพยากร เช่น งบประมาณในการเฝ้าระวัง และกำกับดูแลนโยบายหรือโครงการอยู่ระหว่าง 600-2,600 ล้านบาทปัญหาของทั้งสองโครงการ เมื่อวิเคราะห์ไม่เป็นตามหลักธรรมาภิบาลหลายประการ 1) ขาดความโปร่งใสทั้งสองโครงการมีหลายประเด็นที่ขาดความชัดเจน 2) ไม่สามารถตรวจสอบได้ (Accountability) เนื่องจากผู้เกี่ยวข้องในระบบราชการไม่สามารถตอบคำถามและชี้แจงได้เมื่อมีข้อสงสัย รวมทั้งขาดความชัดเจนการจัดวางระบบการรายงานความก้าวหน้า และผลสัมฤทธิ์ตามเป้าหมาย 3) ขาดความเสมอภาค (Equity) และขาดการควบคุมการทุจริต (Control of Corruption) เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชน โครงการเหล่านี้ไม่ได้ส่งผลไปถึงเกษตรกรรายย่อย และขาดความชัดเจนในแนวทางของภาครัฐ ในการควบคุมไม่ให้ใช้อำนาจของภาครัฐเพื่อสร้างผลประโยชน์ ให้แก่ภาคเอกชนทั้งทางตรงและทางอ้อม ของชนชั้นนำทางการเมืองและนักธุรกิจเอกชน ที่มุ่งแสวงหาผลประโยชน์ และ 4) ขาดการมีส่วนร่วม ทั้งสองโครงการที่เป็นกรณีศึกษาเป็นโครงการที่เกิดขึ้นอย่างเร่งด่วนของรัฐบาล เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในสถานการณ์ COVID-19 ทำให้ขาดการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน รวมทั้งเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดโครงการเพื่อตอบสนองความต้องการอย่างแท้จริงจากการวิจัยเอกสารโดยการศึกษารูปแบบการป้องกันการทุจริตจากสามประเทศ ได้แก่ เกาหลีใต้เดนมาร์ก และสิงคโปร์ พบว่า จุดร่วมสำคัญหลายประการ ได้แก่ 1) ผู้นำทางการเมืองที่มีจิตสำนึก มีความมุ่งมั่นตั้งใจทางการเมือง (2) มีการดำเนินการและป้องกันการปราบปรามการทุจริตที่ครอบคลุมกว้างขวางอย่างบูรณาการ 3) หน่วยงานที่มีการดำเนินการและป้องกันการปราบปรามการทุจริตที่เป็นอิสระมีความสามารถ และคุณธรรมสูง ไม่กระทำการทุจริตเสียเอง ยกเว้นเดนมาร์กที่อาศัยการทางานบูรณาการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 4) มีการออกกฎหมายบังคับใช้กฎหมายและมีมาตรการปราบปรามการทุจริตอย่างจริงจังเข้มงวด 5) ฝ่ายตุลาการมีความอิสระ 6) มีการพัฒนาการบริการสาธารณะเพื่ออำนวยความสะดวกต่อประชาชน 7) ระบบการเงินการคลัง มีกฎหมายที่แสดงให้เห็นถึงการตรวจสอบที่รัดกุมรัฐสภา จะให้ความสำคัญการพิจารณางบประมาณของรัฐบาล 8) สร้างความเข้มแข็งให้กับภาคประชาชนซึ่งประเด็นนี้เห็นได้ชัดเจนจากประเทศเกาหลี ในขณะที่ประเทศเดนมาร์กไม่ชัดเจนในบทบาทของภาคประชาชนแต่คุณภาพของเจ้าหน้าที่รัฐ ระบบราชการที่มีประสิทธิภาพ และ 9) การเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะในมุมมองของผู้ทรงคุณวุฒิเกี่ยวกับการเฝ้าระวังการทุจริตเชิงนโยบายนั้น ได้แก่ 1) เปิดเผยข้อมูล โดยมองว่ามาตรการที่ดีที่สุดสำหรับทั้งการเฝ้าระวังและการป้องกันการทุจริต รัฐต้องการเปิดเผยข้อมูลทั้งเชิงคุณภาพและปริมาณ โดยต้องสามารถเข้าถึงง่าย (access) และสามารถเปิดเผยได้ตลอดเวลา (Real Time) 2) เพิ่มบทบาทของภาคประชาสังคม พลังตรวจสอบจากภาคประชาสังคมจะเป็นตัวสำคัญที่ลดความเสี่ยงในการทุจริตได้ โดยต้องมีตัวแทนของประชาชนในทุกกลไกที่สร้างขึ้น โดยผู้เข้าร่วมควรเป็นภาคประชาชนที่เข้าใจเรื่องราวของการเมืองและการทุจริต และสามารถนำเสนอต่อสาธารณะได้สำหรับแนวทางการป้องกันการทุจริตนั้น ผู้ทรงคุณวุฒิได้ให้ความเห็นต่อแนวทางการป้องกันการทุจริตสามารถสรุปแนวทางการป้องกันได้ 6 แนวทาง ได้แก่ 1) การเปิดเผยทรัพย์สินและหนี้สินการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินต่อสาธารณะถือเป็นกลไกที่สำคัญที่ทำให้ประชาชนทั่วไป รวมถึงสื่อมวลชนช่วยในการตรวจสอบทรัพย์สินของผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญของทางราชการ รวมถึงผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 2) รัฐสภาต้องเข้มแข็ง เนื่องจากนโยบายของรัฐบาลถูกกำหนดในรัฐสภา การทำหน้าที่ในการตีแผ่ให้เห็นความไม่ชอบมาพากลของนโยบายจึงเป็นหน้าที่ของรัฐสภาโดยตรง เพราะฉะนั้นการป้องกันการทุจริตเชิงนโยบาย ในชั้นต้นจึงเริ่มตั้งแต่รัฐสภาต้องเข้มแข็ง 3) ปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมจะต้องมีความเป็นอิสระ มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มแข็งและเสมอภาค มีตรวจสอบตัวเองว่าตัวเองโปร่งใสเพียงพอหรือไม่เป็นที่…