กำลังโหลดข้อมูล…
Search for a command to run...
การตรวจวิเคราะห์ยาฟาวิพิราเวียร์สำหรับต้านไวรัสโควิด-19 ด้วยขั้วไฟฟ้ากลาสสิคาร์บอนเปลือยและขั้วไฟฟ้ากลาสสิคาร์บอนปรับปรุงด้วยเซอร์โครเนียมคอมโพสิตอนุภาคทองนาโนร่วมกับ กราฟีนควอนตัมดอทในร่างแหไคโตซาน ในการตรวจวัดในงานวิจัยแรกใช้ขั้วไฟฟ้ากลาสสิคาร์บอนเปลือยเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการตรวจวัดด้วยปฏิกิริยาอิเล็กโทรออกซิเดชันโดยใช้เทคนิคไซคลิกโวลแทมเมทรีและเทคนิคแอมเปอร์โรเมทรี ในการวิเคราะห์ได้ทำการศึกษาตัวแปรต่าง ๆ ได้แก่ ศักย์ไฟฟ้า สารละลายอิเล็กโทรไลต์ พีเอช พบว่าใช้ศักย์ไฟฟ้าที่ +1.30 และ +1.25 โวลต์ ตามลำดับ ให้กระแสสูงที่สุด สารละลายอิเล็กโทรไลต์ที่เหมาะสมคือสารละลายบัฟเฟอร์โซเดียมโบเรต-โซเดียมไฮดรอกไซด์ที่พีเอช 10.2 และ สารละลายฟอสเฟตบัฟเฟอร์ ที่พีเอช 6.6 ตามลำดับ การทดสอบสารรบกวนที่พบบ่อยของคนทั่วไปพบว่า กรดแอสคอร์บิก กรดยูริก ซูโครส และกลูโคส ไม่รบกวน ส่วนโซเดียมคลอไรด์ และพาราเซตามอล รบกวนที่ความเข้มข้นต่ำ มีช่วงความเป็นเส้นตรงคือ 0.25 – 500.0 ไมโครโมลาร์ (y = 0.0445x + 0.0195 , R2 = 0.9988) มีขีดจำกัดการตรวจวัดที่ 0.13 ไมโครโมลาร์ ส่วนงานวิจัยที่สองได้ทำการศึกษาขั้วไฟฟ้ากลาสสิคาร์บอนปรับปรุงด้วยเซอร์โครเนียมคอมโพสิตอนุภาคทองนาโนร่วมกับกราฟีนควอนตัมดอทในร่างแหไคโตซาน พบว่ามีช่วงความเป็นเส้นตรงกว้างกว่าขั้วไฟฟ้าเปลือยคือที่ช่วง 0.025 – 5.0 ไมโครโมลาร์ (y = 0.0261x + 0.0049 , R2 = 0.9976) และ 5.0 – 1,500.0 ไมโครโมลาร์ (y = 0.067x + 0.1568 , R2 = 0.9940) มีขีดจำกัดการวัด 0.018 ไมโครโมลาร์ เทคนิคนี้ใช้ในการวิเคราะห์ยาฟาวิพิราเวียร์ในตัวอย่างยาจริง พบว่าเทคนิคนี้สามารถตรวจวัดได้ความถูกต้องสูงโดยมีร้อยละความคลาดเคลื่อนในการตรวจวัดน้อยกว่าร้อยละ 1.96
เป้าหมายเมื่อจบโครงการ: 5 — 5. Key elements demonstrated in relevant environments