กำลังโหลดข้อมูล…
Search for a command to run...
การศึกษาผลของกรดจิบเบอเรลลิกต่อการลดอาการสะท้านหนาวของใบโหระพา ทำโดยการแบ่งโหระพาออกเป็น 5 ชุดการทดลอง ได้แก่ แช่ในกรดจิบเบอเรลลิกความเข้มข้น 0 (ชุดควบคุม), 0.2 และ 0.5 mmol.L-1 และpaclobutrazol (PAC) (ให้ผลตรงข้ามกับกรดจิบเบอเรลลิก) ความเข้มข้น 0.2 และ 0.5 mmol.L-1 เป็นเวลา 5 นาที จากนั้นนำมาบรรจุลงในถุงพลาสติกชนิด Low Density Polyethylene (LDPE) แล้วทำการเก็บรักษาที่ 10 องศาเซลเซียส นาน 12 วัน พบว่ากรดจิบเบอเรลลิกความเข้มข้น 0.2 mM มีแนวโน้มลดปริมาณ Malodialdehyde ส่วนปริมาณอนุมูลอิสระ (H2O2) และกิจกรรมของเอนไซม์ Superoxide dismutase Catalase และ Peroxidase ไม่มีความแตกต่างระหว่างชุดการทดลองตลอดระยะเวลาการเก็บรักษา แต่มีผลช่วยชะลอดัชนีการเกิดอาการสะท้านหนาว ลดร้อยละของใบหลุดร่วงลงได้ นอกจากนี้ในช่วง 9 วันแรกของการเก็บรักษามีแนวโน้มรักษาลักษณะปรากฎโดยรวมดีกว่าชุดการทดลองอื่น ๆ และผู้บริโภคชอบมากกว่าชุดการทดลองอื่น ๆ การศึกษาผลของการรม 1-MCP ต่อการสลายตัวของคลอโรฟิลล์และการเปลี่ยนแปลงชีวเคมีของใบมะกรูดในระหว่างการเก็บรักษา ทำโดยแบ่งใบมะกรูดออกเป็น 4 ทรีตเมนต์ คือ ใบมะกรูดที่ไม่รมสาร ใบมะกรูดรม 20 ?g.L-1 1-MCP นาน 6 ชั่วโมง ใบมะกรูดที่จุ่มเอทิฟอน 1,000 ?g.L-1 และใบมะกรูดที่รม 1-MCP ตามด้วยจุ่มเอทิฟอน จากนั้นเก็บรักษาในถุง polyethylene ที่ 10 องศาเซลเซียส นาน 30 วัน พบว่า 1-MCP สามารถชะลอการเหลืองของใบมะกรูดได้ โดยมีค่าความแตกต่างของสีที่เปลี่ยนไป (?E) จากวันแรกต่ำที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับทรีตเมนต์อื่น การรม 1-MCP สามารถช่วยชะลอการสูญเสียคลอโรฟิลล์ อัตราการหายใจ การสูญเสียน้ำหนักสด การแยกตัวของใบมะกรูดบริเวณกึ่งกลางใบ เปอร์เซ็นต์การเสื่อมสภาพของใบมะกรูด และปริมาณวิตามินซีเมื่อเปรียบเทียบกับชุดควบคุม แต่การชะลอการสูญเสียคลอโรฟิลล์ไม่มีความสัมพันธ์กับกิจกรรมเอนไซม์ chlorophyllase และการรม 1-MCP ช่วยชะลอการผลิตเอทิลีนได้ในช่วง 0-7 วันของการเก็บรักษาเท่านั้น อย่างไรก็ตาม การรม 1-MCP ไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงปริมาณสารประกอบฟีนอลทั้งหมดและความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระด้วยวิธี DPPH ผลการทดลอง การศึกษาประสิทธิภาพของรังสีแกมมาต่อการยับยั้งการงอกและยืดอายุการเก็บรักษาตะไคร้สด ทำโดยนำตะไคร้มาปอกเอากาบนอกออก และตัดแต่งให้มีความยาววัดจากโคนต้นขึ้นมาประมาณ 12 นิ้ว จากนั้นนำไปฉายรังสีแกมมาปริมาณ 100 200 และ 300 Gy โดยตะไคร้ที่ไม่ฉายรังสีใช้เป็นชุดควบคุม บรรจุตะไคร้แต่ละ ทรีตเมนต์ในถุง PE และเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 21 วัน (จำลองการเก็บรักษา) และย้ายออกมาเก็บที่อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 4 วัน (จำลองการวางจำหน่าย) พบว่า การฉายรังสีแกมมาปริมาณ 100 200 และ 300 Gy สามารถยับยั้งการงอกของยอดตะไคร้ได้ โดยรังสีทั้ง 3 ความเข้มข้น สามารถยับยั้งการงอกของตะไคร้ได้ไม่แตกต่างกันทางสถิติ สำหรับคุณภาพด้านอื่นๆ พบว่า การฉายรังสีสามารถชะลอการเปลี่ยนแปลงสีของตะไคร้ ลดการเกิดสีน้ำตาลบริเวณรอยตัดที่ปลายยอดและโคนกาบใบของตะไคร้ ซึ่งส่งผลให้ตะไคร้ที่ฉายรังสีมีคะแนนการยอมรับของผู้บริโภค (ด้านสี ลักษณะปรากฎ และคุณภาพโดยรวม) สูงกว่าตะไคร้ที่ไม่ฉายรังสี และพบว่าการฉายรังสีแกมมาช่วยลดการผลิตเอทิลีนได้เมื่อเปรียบเทียบกับชุดควบคุม แต่ไม่มีผลต่ออัตราการหายใจ การสูญเสียน้ำหนักสด การเปลี่ยนแปลงปริมาณวิตามินซี สารประกอบฟีนอลทั้งหมด และความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระด้วยวิธี DPPH
เป้าหมายเมื่อจบโครงการ: 7 — 7. Final development version of the deliverable demonstrated in operational
เมื่องานวิจัยเสร็จสิ้น ผลงานวิจัยที่ได้สามารถถ่ายทอดและนำไปสู่การใช้งานได้จริงในพื้นที่หรือสถานประกอบการได้ทันที โดยมีผู้ประกอบการที่เป็นเครือข่ายที่พร้อมที่จะรับเทคโนโลยีนี้ไปใช้สำหรับการส่งออกผักสมุนไพร ได้แก่ บ. วีเอส เฟร็ซโก้ จำกัด
ทีมวิจัยมีความพร้อมด้านความรู้ ทักษะ และเครื่องมือในทำการวิจัย มีห้องปฏิบัติการที่มีความพร้อมในการทำวิจัย
เป้าหมายเมื่อจบโครงการ: 7 — 7. refinement of project and/or solution and, if needed, retesting in relevant environment with relevant stakeholders
ผลงานวิจัยที่ได้สามารถถ่ายทอดให้ผู้ประกอบการส่งออกผักนำไปใช้จริง โดยงานวิจัยนี้มีผู้ประกอบการที่เป็นเครือข่ายพร้อมที่จะรับเทคโนโลยีนี้ไปใช้สำหรับการส่งออกตะไคร้ไปจำหน่ายในต่างประเทศ ได้แก่ บ. วีเอส เฟร็ซโก้ จำกัด
งานวิจัยนี้ได้มีการสืบค้นข้อมูล และทำการทดลองเบื้องต้นเพื่อให้ทราบปัญหาที่แน่ชัด รวมทั้งสืบค้นข้อมูลผลงานวิจัยที่ผ่านมาเพื่อใช้เป็นแนวทางในการดูความพร้อมขององค์ความรู้และเทคโนโลยีที่จะใช้ในการทดลอง ก่อนที่วางแผนการวิจัย