กำลังโหลดข้อมูล…
Search for a command to run...
การวิจัยพัฒนาครั้งนี้แบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การวิจัย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบโครงสร้างความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของพฤติกรรมการบริโภคอาหารเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 อายุ 40-59 ปี จำนวน 350 คน วิเคราะห์ข้อมูลตามแบบจำลองสมการโครงสร้างเชิงเส้น (Structure Equation Model; SEM) และระยะที่ 2 การพัฒนาโมเดล มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและศึกษาผลของโมเดล โดยพัฒนาโมเดลร่วมกับการประยุกต์์ใช้แนวคิด Intervention Mapping (IM) ทำการประเมินคุณภาพจากผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 ท่าน และการประเมินผลของโมเดลจากการทดลองเบื้องต้น จำนวน 21 คน และทดลองใช้จริง จำนวน 42 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ กลุ่มละ 21 คน เก็บข้อมูล 3 ระยะ คือ ระยะก่อนการทดลอง ระยะหลังการทดลอง และระยะติดตามผล 3 เดือน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ Repeated measure ANOVA, Independent t-test และ Chi-square test ผลการวิจัยระยะที่ 1 รูปแบบโครงสร้างความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของพฤติกรรมการบริโภคอาหารเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ประกอบด้วยความตั้งใจในการปฏิบัติการรับรู้การควบคุมพฤติกรรม และความสามารถในการปฏิบัติมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ส่งผลระดับน้ำตาลสะสมในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 พบว่า มีความกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ และผลการวิจัยระยะที่ 2 โมเดลที่ได้ คือ DM-DIETS Model มี 7 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) D : Dietary Behavior Modification Principle หลักการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหาร 2) M : Model Goals เป้าหมายของโมเดล 3) D : Department and Personnel Role บทบาทของหน่วยงานและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง 4) I : Intervention Process of Dietary Behavior Modification กระบวนการจัดกระทำในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหาร 5) E : E-Health Innovation and Instructional Media นวัตกรรมทางเทคโนโลยีเพื่อสุขภาพและสื่อการสอน 6) T : Test and Evaluation การตรวจสอบและประเมินผล 7) S : Success Factors of Model ปัจจัยสู่ความสำเร็จของโมเดล ผลการประเมิน พบว่า โมเดลมีคุณภาพอยู่ในระดับดีถึงดีมาก นวัตกรรมและสื่อการสอนผ่านเกณฑ์ประสิทธิภาพที่กำหนด และการประเมินผลของโมเดล พบว่า กลุ่มทดลองในระยะหลังการทดลองและระยะติดตามผล 3 เดือน มีความตั้งใจในการปฏิบัติ การรับรู้การควบคุมพฤติกรรม ความสามารถในการปฏิบัติพฤติกรรมการบริโภคอาหารเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และระดับน้ำตาลสะสมในเลือด (HbA1c) ดีขึ้นกว่าก่อนการทดลองและดีกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ รวมทั้งสัดส่วนการลดลงของ HbA1c ? 0.3% ดีขึ้นกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงว่า โมเดลที่พัฒนาขึ้นมีผลต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหารเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และระดับน้ำตาลสะสมในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ดีขึ้น