กำลังโหลดข้อมูล…
Search for a command to run...
บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้เป็นการใช้เทคโนโลยีการสำรวจระยะไกลและเน้นการนำข้อมูลที่ได้จากอากาศยานไร้คนขับ (UAV) ที่มีการติดตั้งเซ็นเซอร์ต่าง ๆ คือ multispectral และกล้อง LiDAR สำหรับนำมาพัฒนาเป็นแบบจำลองมวลชีวภาพเหนือพื้นดิน (Aboveground biomass) ที่สะสมในพื้นที่โครงการป่าชุมชนบ้านหนองห่าย ตำบลข่วงเปา อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ โดยเปรียบเทียบกันระหว่างการนำข้อมูลจากการสำรวจแจงนับไม้ (Field survey) และข้อมูลที่วัดด้วยเครื่อง Terrestrial laser scanner (TLS) มาใช้พัฒนาแบบจำลองด้วย Machine learning ผลการศึกษาพบว่า แบบจำลองเมื่อใช้การสำรวจแจงนับไม้ สำหรับการพัฒนาแบบจำลองจะให้ความแม่นยำของแบบจำลองมีค่าต่ำกว่าการใช้ข้อมูล TLS คือจะมีค่าสัมประสิทธิ์การตัดสินใจ (R2) Root mean square error (RMSE) และค่า Relative root mean square error (rRMSE) เท่ากับ 0.56 114.7 (กิโลกรัมต่อ 100 ตารางเมตร) และ 8.8% ในขณะที่การใช้ข้อมูล TLS ในการพัฒนาแบบจำลองจะมีค่าเท่ากับ 0.61 79.8 (กิโลกรัมต่อ 100 ตารางเมตร) และ 4.5% ตามลำดับ ดังนั้นเมื่อพิจารณาความแม่นยำของแบบจำลองของทั้งสองจึงสรุปได้ว่า สามารถใช้ได้เนื่องจากค่า rRMSE มีค่าที่ต่ำกว่า 10% และเมื่อใช้แบบจำลองคำนวณการสะสมมวลชีวภาพเหนือพื้นดินทั้งพื้นที่โครงการป่าชุมชนฯ พบว่า แบบจำลองมวลชีวภาพเหนือพื้นดินทั้งพื้นที่ที่ได้จากการสำรวจแจงนับไม้ภาคสนาม มีค่าเท่ากับ 2,805.4 ตัน หรือเท่ากับการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าที่ 4,834.5 tCO2e ส่วนผลของแบบจำลองมวลชีวภาพเหนือพื้นดินที่คำนวณจากเครื่อง TLS จะมีการสะสมมวลชีวภาพเท่ากับ 2,825.4 ตัน หรือเท่ากับการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าที่ 4,868.9 tCO2e เมื่อพิจารณางบประมาณและค่าใช้จ่ายสำหรับการได้มาซึ่งข้อมูลภาคสนามพบว่า การใช้วิธีการสำรวจแจงนับไม้ (Field survey) จะมีค่าใช้จ่ายที่มากกว่าการใช้เครื่อง TLS เพื่อวัดความโต ความสูงของต้นไม้ในแปลงตัวอย่าง ดังนั้นการสำรวจแจงนับไม้โดยชาวบ้านในโครงการป่าชุมชนจึงมีความเหมาะสมในด้านที่ชาวบ้านได้มีส่วนร่วมในการดำเนินโครงการฯ แต่การใช้ TLS มีความเหมาะสมในด้านความแม่นยำของข้อมูล รวมถึงหากพิจารณาค่าใช้จ่ายและความคุ้มทุนที่ต้องจัดทำข้อมูลคาร์บอนที่มีการสะสมอยู่และในอนาคตที่จะเพิ่มขึ้นจากการอนุรักษ์พื้นที่ป่า และสามารถนำไปเพื่อ ซื้อ-ขาย ภายใต้โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย Thailand Voluntary Emission Reduction Program (T-VER) ในอนาคต จึงต้องมีการคำนึงถึงปัจจัยเหล่านี้ด้วย
เป้าหมายเมื่อจบโครงการ: 1 — 1. Basic principles observed and reported
เป้าหมายเมื่อจบโครงการ: 2 — 2. formulation of problem, proposed solution(s) and potential impact, expected societal readiness; identifying relevant stakeholders for the project.