กำลังโหลดข้อมูล…
Search for a command to run...
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาบริบท สถานการณ์การดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงแบบบูรณาการโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนเพื่อเตรียมรับการระบาดซ้ำของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ศึกษารูปแบบและแนวทางปฏิบัติสำหรับครอบครัวและชุมชนที่ให้การดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงแบบบูรณาการเพื่อเตรียมรับการระบาดซ้ำของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และ เพื่อพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายในการดำเนินงานด้านการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงแบบบูรณาการโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนเพื่อเตรียมรับการระบาดซ้ำของโรคติดเชื้ไวรัสโคโรนา 2019 ประชากรสามกลุ่มที่อาศัยอยู่ในพื้นที่มีการระบาดและมีจำนวนผู้ป่วยโควิด19 ได้แก่ จังหวัดกรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ ภูเก็ต นครราชสีมา พระนครศรีอยุธยา และ สมุทรปราการ กลุ่มตัวอย่างของการศึกษา เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบสุ่มด้วยการจับสลากเลือกกลุ่มตัวอย่างที่เป็นอาสาสมัครที่ผ่านเกณฑ์คัดเข้าทั้ง 6 จังหวัด กลุ่มตัวอย่างได้มาจากการคำนวณขนาดของตัวอย่างจากสูตรการคำนวณของ ได้จำนวนกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 440 คู่ เก็บรวบรวมโดยมีเครื่องมือที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพจากความตรงและความเชื่อมั่นของเครื่องมือ ได้แก่ เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยมีทั้งหมดมี 5 ชุด ได้แก่ แบบประเมินคะแนนความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันสำหรับคัดกรองผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง ใช้คะแนนที่ระดับภาวะพึ่งพาปานกลางถึงสมบูรณ์ 2) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลของผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง และ คำถามปลายเปิดความรู้เกี่ยวกับโรคโควิด 19 3) แบบประเมินสุขภาพของผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง 4) แบบสอบถามข้อมูลทั่วไปของผู้ดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง เป็นแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น และ แนวคำถามปลายเปิดเพื่อสอบถามข้อมูลเชิงลึก และ 5) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่มีส่วนรับผิดชอบดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง เป็นการสอบถามตามแนวคำถาม จำนวน 10 ข้อ และ แนวคำถามปลายเปิดเพื่อสอบถามข้อมูลเชิงลึก เครื่องมือทั้ง 5 ชุด ผ่านการตรวจสอบจากผู้ทรงคุณวุฒิด้านผู้สูงอายุ ชุมชน และทางด้านการพยาบาลจำนวน 3 ท่าน ได้ค่าความตรงเชิงเนื้อหา เท่ากับ 0.91 และได้ค่าความเชื่อมั่นคำนวณสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.69 ได้รับการอนุมัติให้ดำเนินการวิจัยจากคณะกรรมการการวิจัยในคนจากคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และ จากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในคน กรุงเทพมหานคร ผลการศึกษาแบ่งเป็น 3 กลุ่มได้แก่ กลุ่มที่ 1 ผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง จำนวน 440 ราย ส่วนใหญ่พบว่าภาวะพึ่งพิงระดับปานกลางร้อยละ 42.73 พึ่งพิงระดับรุนแรง ร้อยละ 30.00 และ ระดับสมบูรณ์ ร้อยละ 27.27 เพศหญิง ร้อยละ 68.64 มากกว่า เพศชาย ร้อยละ 31.36 มีอายุเฉลี่ย 78 ปี โรคประจำตัวที่พบมากที่สุดได้แก่ ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เบาหวาน หลอดเลือดสมอง และ เข่าเสื่อม ตามลำดับ ลักษณะการอยู่อาศัยอยู่กับบุตร/หลานตลอดเวลา ร้อยละ 78.64 มีรายได้ไม่เพียงพอ ไม่มีหนี้สิน ร้อยละ 52.9 พบว่าเกินกว่าครึ่ง ร้อยละ 59.29 รู้จักโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิดสิบเก้า และได้รับข้อมูลจากบุตรหลานผู้ดูและ จากสื่อวิทยุและโทรทัศน์ สำหรับแนวทางการป้องกันและดูแลตนเองไม่ให้ติดเชื้อได้แก่ การสวมหน้ากากอนามัย การล้างมือบ่อย ๆ เว้นระยะห่างระหว่างกัน พกแอลกอฮอล์หรือเจลแอลกอฮอล์ การอยู่บ้าน ไม่ออกไปข้างนอก รวมถึงไม่ให้ใครมาเยี่ยมที่บ้าน ด้านสุขภาพของผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง พบว่า เกินกว่าครึ่งผู้สูงอายุมีภาวะทุพโภชนาการ อยู่ในเกณฑ์น้ำหนักน้อย ร้อยละ 17.27 และอยู่ในเกณฑ์น้ำหนักเกินกว่าปกติ อ้วนระดับ 1 และ อ้วนระดับ 2 ร้อยละ 13.18 ร้อยละ 19.77 และ ร้อยละ 7.95 ตามลำดับ จำนวนหนึ่งในสามพบว่ามีความดันโลหิตสูงกว่าปกติ ถึงร้อยละ 30.20 เพศหญิงมีเส้นรอบเอวเกินกว่า 80 ซม.ถึงร้อยละ 46.03 ส่วนในเพศชายมีเส้นรอบเกินกว่า 90 ซม.เพียงร้อยละ 23.19 เกินครึ่งมีความเสี่ยงการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจหรือสมอง 30 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไปร้อยละ 52.5 ปัญหาสุขภาพได้แก่ ปัญหาการได้ยินลดลงร้อยละ 47.27 ปัญหาช่องปากและฟันร้อยละ 44.55 ปัญหาการมองเห็นไม่ชัดเจนร้อยละ 49.09 เมื่อประเมินภาวะกระดูกพรุน ร้อยละ 63.18 มีความเสี่ยงในระดับปานกลางถึงสูง ข้อเข้าเสื่อมร้อยละ 45.23 ประเมินสมรรถภาพสมองมีการรู้คิดบกพร่องร้อยละ 63.86 ภาวะซึมเศร้าและได้รับการส่งต่อติดตามการรักษาร้อยละ 14.09 เสี่ยงต่อการเกิดพลัดตกหกล้มร้อยละ 81.14 กลั้นปัสสาวะไม่ได้ร้อยละ 67.27 ปัญหาภาวะโภชนาการที่เสี่ยงและขาดสารอาหาร ร้อยละ 61.59 และปัญหาการนอนหลับร้อยละ 41.36 ส่วนยาที่ผู้สูงอายุได้รับจะเป็นยาจากโรคประจำตัวได้รับการดูแลจากสถานบริการอย่างต่อเนื่องอาทิ ยารักษาโรคความดัน เบาหวาน ไขมันสูง ยาละลายลิ่มเลือด ยาขับปัสสาวะ ยาเสริมธาตุเหล็ก หรือ ยาบำรุงปลายประสาท เป็นต้น ดังผลการศึกษาจำแนกตามเพศของกลุ่มที่ศึกษาได้แก่ผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง ผู้ดูแลหลักในครอบครัว บุคลากรสุขภาพที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการดูแลผู้สูงอายุ กลุ่มที่ 2ผู้ดูแลหลักในครอบครัว จำนวน 440 ราย เพศหญิงร้อยละ 74.55 เพศชาย ร้อยละ 25.23 ช่วงอายุระหว่าง 18-86 ปี มีอายุเฉลี่ย 54 ปี (SD=13.17) และยังพบว่าร้อยละ 36.59 เป็นผู้ดูแลที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป เป็นผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 75 ปี ร้อยละ 4.09 สถานะของญาติหรือผู้ดูแลหลักจะมีทั้งแบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการ ผู้ดูแลอย่างเป็นทางการ (formal caregiver) เป็นผู้ดูแลที่ได้รับผ่านการฝึกอบรมมาก่อน ไม่มีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับผู้รับการดูแล โดยได้รับค่าจ้างหรือค่าตอบแทนในการให้การดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง เป็นผู้ดูแลจากการจ้างงานที่อยู่กับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงตลอดเวลา จำนวน 6 รายและอยู่ด้วยบางเวลาจำนวน 5 ราย อสม. อสส. เพื่อนบ้านจำนวน 8 รายและในส่วนของผู้ดูแลที่ไม่เป็นทางการ (informal caregiver) เป็นผู้ดูแลที่ทำหน้าที่ให้การช่วยเหลือในชีวิตประจำวันต่างๆ มีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง โดยมีความสัมพันธ์เป็นญาติผู้ดูแลหรือสมาชิกในครอบครัว ได้แก่ บุตรหลานจำนวน 314 ราย คิดเป็นร้อยละ 71.36 คู่สมรส จำนวน 68 ราย คิดเป็นร้อยละ 15.45 พี่น้อง จำนวน 28 ราย คิดเป็นร้อยละ 6.36 บุตรเขยหรือสะใภ้ จำนวน 12 ราย คิดเป็นร้อยละ 2.73 ผู้ดูแลส่วนใหญ่จบการศึกษาในระดับชั้นประถมศึกษา ร้อยละ 41.36 สถานภาพสมรสคู่ ร้อยละ 60.61 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 97.05 มีโรคประจำตัวมากกว่าหนึ่งโรค และโรคที่พบมากที่สุดได้แก่ ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เบาหวาน เข่าเสื่อม และต้อกระจก ตามลำดับ สิทธิการรักษาพยาบาลส่วนใหญ่ ได้แก่ สิทธิประกันสุขภาพถ้วนหน้า สิทธิข้าราชการและประกันสังคม ร้อยละ 65.00 ร้อยละ 21.59 และ ร้อยละ 8.86 ตามลำดับ ผู้ดูแลจะมีชั่วโมงการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงอยู่ระหว่าง 1- 84 ชม. หรือ เฉลี่ย 37 ชม.ต่อสัปดาห์ (SD=13.17) ส่วนใหญ่ผู้ดูแลสามารถใช้โทรศัพท์ติดต่อกับญาติ ถึงร้อยละ 90.91 และ ร้อยละ 72.05 สามารถใช้แอปพลิเคชันต่าง ๆ ทางโทรศัพท์ และ กลุ่มที่ 3กลุ่มผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงในชุมชน จำนวน 154 ราย ได้แก่ อาสาสมัครสาธารณสุข อสส.หรือ อสม. ร้อยละ 79.19 รองลงมาเป็น พยาบาลวิชาชีพ นักวิชาการสาธารณสุข และ อื่น ๆ ได้แก่ เจ้าพนักงานสาธารณสุขนักบริบาลผู้สูงอายุ (Care Giver: CG) แพทย์แผนไทย และ ทันตสาธารณสุข มีอายุเฉลี่ย 55 ปี (SD=10.25) ส่วนใหญ่ เพศหญิงร้อยละ 74.55 เพศชาย ร้อยละ 25.23 ช่วงอายุระหว่าง 26-68 ปี มี ส่วนใหญ่จบการศึกษาในระดับปริญญาตรี ร้อยละ 25.97 สถานภาพสมรสคู่ ร้อยละ 50.00 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 97.40 มีโรคประจำตัวมากกว่าหนึ่งโรค และโรคที่พบมากที่สุดได้แก่ ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เบาหวาน ไทยรอยด์ เบาหวาน ข้อเข่าเสื่อม และ ไตวายเรื้อรัง ตามลำดับ วิธีการติดต่อสื่อสารกับญาติหรือติดต่อกับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง ส่วนใหญ่ใช้โทรศัพท์ติดต่อกับญาติ โทรถามติดตามอาการ ก่อนออกไปเยี่ยมบ้าน โดยใช้มีมาตรการการป้องกันโรคโควิด19 บริบทและสถานการณ์การดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงแบบบูรณาการโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนเพื่อเตรียมรับการระบาดซ้ำของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019ได้แก่ การรับรู้ต่อโรคโควิด-19 ของผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงและผู้ดูแล ลักษณะการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในชุมชนที่ผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงอาศัย ผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด -19 ต่อวิถีชีวิตของผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง และครอบครัวและปัญหาและอุสรรคในการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงในช่วงระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ทั้งการสื่อสารการสื่อสารที่ไม่เข้าใจตรงกันในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ผู้เกี่ยวข้องกลุ่มต่างๆ ผู้สูงอายุ และผู้ดูแล การดำเนินงานเฝ้าระวังควบคุมป้องกันโรค โดยเฉพาะที่มีการระบาดระลอกแรก พบปัญหาการสื่อสารที่ไม่เข้าใจตรงกันในการปฏิบัติงานของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่างๆ ทั้งการบริหารจัดการด้านกำลังคน วัสดุอุปกรณ์ เอกสาร/ข้อมูล รวมถึง การจัดอัตรากำลัง และ การทำหน้าที่ในการดูแลผู้สูงอายุในชุมชน อาจมีความซ้ำซ้อน ให้การดูแลซ้อนทับกัน เช่น อสม. กับ อสม.เชี่ยวชาญผู้สูงอายุ หรือ อ สม.กับ ผู้ใหญ่บ้าน จึงควรมีการวางระบบให้ชัดเจนเพื่อให้เกิดการกระจายงาน ให้การดูแลได้ครอบคลุม ลดปัญหาเกี่ยงงานกัน และลดความขัดแย้งในการทำงาน และ การเผชิญปัญหาเศรษฐกิจ ข้อเสนอแนะเพื่อการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงในช่วงระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019ได้แก่ (1) การของบประมาณในการจัดหา/เตรียมอุปกรณ์ของใช้ต่างๆ ให้เจ้าหน้าที่/อสม. ได้ทำงานได้สะดวกมากขึ้น เช่…