กำลังโหลดข้อมูล…
Search for a command to run...
บทนำ: โควิด-19 มีการระบาดทั่วโลก ซึ่งบุคลากรทางการแพทย์จัดเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงสำหรับการติดเชื้อซาร์โควี-2 แต่ข้อมูลการป่วยเป็นโควิด-19 ของบุคลากรทางการแพทย์ในประเทศไทยยังมีจำกัด วัตถุประสงค์ของการศึกษานี้ คือ เพื่อทราบอัตราและปัจจัยเสี่ยงของโควิด-19 ในบุคลากรทางการแพทย์ในประเทศไทยวิธีการ: การศึกษานี้เป็นการศึกษาแบบไปข้างหน้าที่โรงพยาบาลระดับตติยภูมิในประเทศไทย ตั้งแต่ พ.ค. 2563 ถึง พ.ค. 2564 โดยอาสาสมัคร ได้แก่ บุคลากรทางการแพทย์ที่ทำงานในประเทศไทย และมีไข้ และ/หรืออาการของระบบทางเดินหายใจเฉียบพลัน อาสาสมัครทุกรายจะได้รับการตรวจหาเชื้อซาร์โควี-2 ด้วยวิธีอาร์ที พีซีอาร์ และเก็บข้อมูลทางคลินิกผลการศึกษา: มีบุคลากรณ์ทางการแพทย์ 1,432 ราย โดย 167 รายเป็นบุคลากรทางการแพทย์ที่ดูแลผู้ป่วยโควิด-19 และ 1,265 รายเป็นบุคลากรทางการแพทย์ที่ไม่ได้ดูแลผู้ป่วยโควิด-19 พบบุคลากรทางการแพทย์ป่วยเป็นโควิด-19 จำนวน 60 ราย เป็นบุคลากรทางการแพทย์ที่ดูแลผู้ป่วยโควิด-19 จำนวน 2 ราย และบุคลากรทางการแพทย์ที่ไม่ได้ดูแลผู้ป่วยโควิด-19 จำนวน 58 ราย อัตราการป่วย COVID-19 ในบุคลากรทางการแพทย์ คือร้อยละ 4.2 (60/1,432) อัตราการป่วย COVID-19 ในบุคลากรทางการแพทย์ที่ดูแลผู้ป่วยโควิด-19 คือร้อยละ 1.7 (2/167) ขณะที่อัตราการป่วย COVID-19 ในบุคลากรทางการแพทย์ที่ไม่ได้ดูแลผู้ป่วยโควิด-19 คือร้อยละ 4.6 (58/1,265) (p=0.04) นอกจากนี้บุคลากรทางการแพทย์ที่ไม่ได้ดูแลผู้ป่วยโควิด-19, บุคลากรที่ไม่มีหน้าที่ดูแลผู้ป่วย, มีประวัติสัมผัสกับผู้ติดเชื้อที่บ้านหรือในครอบครัว, ไม่ได้รับวัคซีนโควิด-19, ใช้อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลไม่ถูกต้อง และมีปอดอักเสบเป็นอาการนำ พบในบุคลากรทางการแพทย์ที่ป่วยเป็นโควิด-19 ได้บ่อยกว่าบุคลากรทางการแพทย์ที่ไม่ป่วยเป็นโควิด-19 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ขณะที่ บุคลากรที่ดูแลผู้ป่วยโควิด-19, มีประวัติสัมผัสกับผู้ติดเชื้อที่พิ้นที่ให้การดูแลผู้ป่วย, ได้รับวัคซีนโควิด-19, ใช้อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลได้ถูกต้อง และมีการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบนเป็นอาการนำ พบในบุคลากรทางการแพทย์ที่ไม่ป่วยเป็นโควิด-19 ได้บ่อยกว่า บุคลากรทางการแพทย์ที่ป่วยเป็นโควิด-19 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติสรุป: โควิด-19 พบในบุคลากรที่ไม่ได้ดูแลผู้ป่วยโควิด-19 บ่อยกว่าในบุคลากรที่ดูแลผู้ป่วยโควิด-19 แนวทางการควบคุมและป้องกันการติดเชื้อของประเทศไทยมีประสิทธิภาพในการป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อซาร์โควี-2 ดังนั้นจึงควรส่งเสริมมาตรการดังกล่าวต่อไป