กำลังโหลดข้อมูล…
Search for a command to run...
<p>การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ เพื่อศึกษาถึงความต้องการใช้ข้อบัญญัติท้องถิ่นเพื่อการควบคุมลูกน้ำยุงลายตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ.2535 หมวด 5 เหตุรำคาญ และประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง กำหนดให้แหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายเป็นเหตุรำคาญ ของเจ้าพนักงานและตัวแทนภาคประชาชนในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 9 แห่งในจังหวัดชุมพร พังงาและสงขลา ที่มีอัตราป่วยด้วยโรคไข้เลือดออกสูงต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2548 - 2550 โดยสัมภาษณ์เจ้าพนักงานตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ.2535 จำนวน 36 คน และตัวแทนภาคประชาชน จำนวน 45 คน ในเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม 2553 เก็บข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ วิเคราะห์หาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ความเบี่ยงเบนมาตรฐานและสรุปเชิงเนื้อหา</p> <p>ในภาพรวมกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศชาย มีอายุ 41-50 ปี การศึกษาระดับอนุปริญญา/ปริญญาตรี มีความรู้เรื่องกฎหมายเกี่ยวกับโรคไข้เลือดออกดี ( =8.94 , SD = 1.82 ) มีทัศนคติเกี่ยวกับการใช้มาตรการทางกฎหมายดี ( =9.65 , SD = 1.02 ) ร้อยละ 85ต้องการให้มีข้อบัญญัติเพื่อเป็นมาตรการและกติกาของชุมชน หากมีข้อบัญญัติ ร้อยละ 92 เห็นว่าจะมีประโยชน์ในด้านลดการเจ็บป่วยและสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น เจ้าหน้าที่จะปฏิบัติงานง่ายขึ้น ประชาชนจะให้ความร่วมมือจะดีขึ้น ร้อยละ 81.48 เห็นว่าจะไม่มีผลกระทบต่อวิถีชีวิตตนเองเนื่องจากปฏิบัติเป็นปกติ ร้อยละ 80.25 เห็นว่าจะไม่มีผลกระทบต่อฐานเสียงของผู้ออกข้อบัญญัติเนื่องจากเป็นการทำประชาคมและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม</p> <p>ผู้วิจัยยังได้ศึกษากรณีตัวอย่างการออกข้อบัญญัติเรื่องการควบคุมลูกน้ำยุงลายและบังคับใช้ในพื้นที่อย่างได้ผลขององค์การบริหารส่วนตำบลจะทิ้งพระ อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา โดยการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้เกี่ยวข้อง 3 ท่านและสรุปเชิงเนื้อหา พบว่าประชาชนส่วนใหญ่ให้การยอมรับ ความร่วมมือดีขึ้น ลูกน้ำยุงลายลดลงและไม่มีผลกระทบต่อฐานเสียงของผู้ออกข้อบัญญัติ</p> <p>สรุปได้ว่ามีความความเป็นไปได้สูงที่จะใช้มาตรการทางกฎหมายเพื่อการป้องกันควบคุมโรคไข้เลือดออกในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นภาคใต้ซึ่งน่าจะเป็นมาตรการที่ยั่งยืน โดยมีกรณีขององค์การบริหารส่วนตำบลจะทิ้งพระเป็นตัวอย่างในการดำเนินการ และควรมีการศึกษาถึงความเป็นไปได้ในระดับประเทศต่อไป</p> <p> </p>