กำลังโหลดข้อมูล…
Search for a command to run...
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มจากสารสกัดข้าวก่ำ จากการยิงสกัดด้วยสนามไฟฟ้าพัลส์ โดยเบื้องต้นทำการศึกษาเปรียบเทียบการสกัดข้าวก่ำบดละเอียดกับข้าวก่ำไม่บด โดยใช้อัตราส่วนของข้าวก่ำ 1 กิโลกรัม : น้ำ 2 ลิตร ที่แรงดันไฟฟ้า 3 ระดับ ได้แก่ 2, 3 และ 4 กิโลโวลต์/เซนติเมตร ในความถี่ 1 เฮิร์ซ และปรับเปลี่ยนตัวแปรด้วยจำนวนพัลส์ 4 ระดับได้แก่ 0, 100, 300 และ 500 พัลส์ จากการทดลองพบว่า ค่าความเป็นกรด-ด่างและร้อยละผลที่ได้จากการสกัด (%yield) ระหว่างสารสกัดจากข้าวก่ำบดละเอียดและสารสกัดจากเมล็ดข้าวก่ำไม่บด ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ (p>0.05) จากนั้นนำสารสกัดที่ได้ทั้ง 2 สภาวะมาศึกษาต่อ โดยการนำมาวิเคราะห์หาปริมาณแอนโทไซยานินทั้งหมด เพื่อหาสภาวะที่เหมาะสมในการสกัดข้าวก่ำ ผลการทดลองพบว่าการสกัดเมล็ดข้าวก่ำไม่บดได้ปริมาณแอนโทไซยานินทั้งหมดสูงกว่าการสกัดจากข้าวก่ำบดละเอียดอย่างมีนัยสำคัญ (p<0.05) โดยมีปริมาณแอนโทไซยานินสูงที่สุดเท่ากับ 3.11?0.22 mg/l จากการสกัดด้วยเอทานอลร้อยละ 50 ซึ่งมีความต่างอย่างมีนัยสำคัญ (p<0.05) เมื่อเทียบกับทุกสภาวะการสกัด อันดับที่สองคือการสกัดด้วยสนามไฟฟ้าพัลส์ที่แรงดันไฟฟ้า 4 กิโลโวลต์/เซนติเมตร จำนวน 300 พัลส์ ได้ปริมาณแอนโทไซยานินทั้งหมด คือ 1.17?0.04 mg/l ซึ่งแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับการสกัดด้วยน้ำ (p<0.05) แต่อย่างไรก็ตามเพื่อให้ได้ค่าปริมาณแอนโทไซยานินโดยรวมสูงขึ้น จึงเพิ่มแรงดันไฟฟ้าเป็น 4, 5 และ 6 กิโลโวลต์/เซนติเมตร และเพิ่มจำนวนพัลส์ให้สูงขึ้นเป็น 1,000, 3,000 และ 5,000 พัลส์ พบว่าแรงดันไฟฟ้าและจำนวนพัลส์ที่ให้ผลค่าแอนโทไซยานินโดยรวมสูงที่สุดคือแรงดันไฟฟ้า 6 กิโลโวลต์/เซนติเมตร จำนวน 5,000 พัลส์ (3.23?0.04 mg/l) โดยมีความแตกต่างจากสภาวะอื่นอย่างมีนัยสำคัญ (p<0.05) เมื่อเทียบกับทุกตัวอย่างการสกัด เมื่อพิจารณาฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดข้าวก่ำ พบว่า การสกัดที่ 4 กิโลโวลต์/เซนติเมตร จำนวน 1,000 พัลส์ และที่ 5 กิโลโวลต์/เซนติเมตร จำนวน 1,000 พัลส์ มีฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระสูงที่สุด (ร้อยละ 77.86?0.67 และ 76.91?0.71 ตามลำดับ) ซึ่งมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเปรียบเทียบกับการสกัดทั้งหมด (p<0.05) แต่มีข้อสังเกตการสกัดด้วยสภาวะจำนวนพัลส์ที่สูงขึ้นค่าแอนโทไซยานินโดยรวมจะสูงขึ้นตามลำดับ แต่ในทางกลับกันเมื่อมีการเพิ่มพลังงานในการสกัดมากขึ้นจะส่งผลให้ฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดมีแนวโน้มลดลง จึงต้องมีการวิเคราะห์สภาวะที่เหมาะสมกับการสกัดให้ได้ปริมาณแอนโทไซยานินโดยรวมและฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระให้เหมาะสม เพื่อที่จะนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปอาหารและไม่ใช่อาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้การวิเคราะห์ผลพื้นผิวตอบสนอง (Response Surface Methodology, RSM) พบว่า สภาวะที่เหมาะสมมากที่สุดคือการใช้แรงดันไฟฟ้าที่ 5 กิโลโวลต์/เซนติเมตร จำนวน 3,000 พัลส์ โดยมีปริมาณแอนโทไซยานินและฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระเท่ากับ 1.02?0.04 mg/l และ ร้อยละ 59.72?0.34 ตามลำดับ และมีการศึกษาเพิ่มเติมโดยการใช้ Scanning Electron Microscope : SEM เพื่อวิเคราะห์พื้นผิวของเมล็ดข้าวที่ถูกสกัดด้วยสนามไฟฟ้าพัลส์ พบว่าเมื่อเพิ่มจำนวนพัลส์มากขึ้นจะสามารถพบเจอจำนวนรูพรุนบนเมล็ดข้าวก่ำได้เพิ่มมากขึ้นและพบผลึกน้ำตาลรอบรูพรุนมากขึ้น จากนั้นนำสารสกัดข้าวก่ำดอยสะเก็ดมาทำการพัฒนาสูตรเครื่องดื่มสกัดโดยศึกษา 3 สูตร ได้แก่ สูตรที่ 1 (น้ำข้าวก่ำสกัดร้อยละ 85 : น้ำผึ้งร้อยละ 15) สูตรที่ 2 (น้ำข้าวก่ำสกัดร้อยละ 90 : น้ำผึ้งร้อยละ 10) และสูตรที่ 3…
เป้าหมายเมื่อจบโครงการ: 6 — 6. Representative of the deliverable demonstrated in relevant environments
เป้าหมายเมื่อจบโครงการ: 1 — 1. identifying problem and identifying societal readiness