กำลังโหลดข้อมูล…
Search for a command to run...
ประเทศไทยผลิตและส่งออกข้าวหอมคุณภาพเป็นที่ต้องการของตลาดโลก แต่มีข้อจำกัดในเรื่องพันธุ์ข้าวหอมที่นิยมปลูกมีจำนวนน้อย ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ต่ำ ปัญหาด้านคุณภาพข้าว โรคและแมลงศัตรูข้าว จึงมีความจำเป็นต้องการปรับปรุงพันธุ์ข้าวหอม ไม่ไวต่อช่วงแสง มีรูปแบบทรงต้นที่ดีเพื่อให้ผลผลิตสูง มีคุณภาพเมล็ดที่ดี จะทำให้สามารถผลิตข้าวหอมได้ตลอดปี และเพิ่มปริมาณผลผลิตข้าวหอมของประเทศไทย นำไปสู่การเพิ่มรายได้ของเกษตรกร โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความสามารถในการให้ผลผลิต ลักษณะทางการเกษตร คุณภาพเมล็ด ของข้าวหอมไม่ไวต่อช่วงแสง ดำเนินการเปรียบเทียบผลผลิตระหว่างสถานี จำนวน 4 สถานที่ได้แก่ ศูนย์วิจัยข้าวคลองหลวง ศูนย์วิจัยข้าวราชบุรี ศูนย์วิจัยข้าวฉะเชิงเทรา และสถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติ จำนวน 28 สายพันธุ์ ร่วมกับพันธุ์เปรียบเทียบ 2 พันธุ์ ได้แก่ พันธุ์ปทุมธานี 1 และข้าวเจ้าหอมสุพรรณบุรี ปลูกฤดูนาปรังและนาปี 2564 ทดสอบปฏิกิริยาความต้านทานต่อโรคไหม้ โรคขอบใบแห้งและเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล วิเคราะห์คุณภาพเมล็ดทางกายภาพและเคมี พบว่าสามารถคัดเลือกข้าว ได้จำนวน 10 สายพันธุ์ ให้ผลผลิตเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 637-805 กิโลกรัมต่อไร่ สูงกว่าพันธุ์เปรียบเทียบปทุมธานี 1 (654 กิโลกรัมต่อไร่) คิดเป็นร้อยละ 6-23 สูงกว่าพันธุ์เปรียบเทียบข้าวเจ้าหอมสุพรรณบุรี (584 กิโลกรัมต่อไร่) คิดเป็นร้อยละ 9-38 มีอายุเก็บเกี่ยว 114-121 วัน ใกล้เคียงกับพันธุ์ปทุมธานี 1 (120 วัน) ความสูง 107-119 เซนติเมตร จำนวนรวงต่อกอ 10-12 รวง มีรูปร่างเมล็ดเรียว ปริมาณอมิโลสสูง จำนวน 4 สายพันธุ์ อมิโลสปานกลาง 2 สายพันธุ์ และอมิโลสต่ำ จำนวน 4 สายพันธุ์ เมล็ดมีกลิ่นหอม และพบความต้านทานโรคไหม้ (HR) จำนวน 1 สายพันธุ์ ต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล (R) จำนวน 1 สายพันธุ์ ค่อนข้างต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล (MR) จำนวน 1 สายพันธุ์ โดยสายพันธุ์ที่คัดเลือกไว้จะดำเนินการตามขั้นตอนการปรับปรุงพันธุ์ในโครงการต่อเนื่องปีที่ 2 เพื่อให้ได้สายพันธุ์ข้าวหอมดีเด่นในการเสนอรับรองพันธุ์