กำลังโหลดข้อมูล…
Search for a command to run...
จากนโยบายเร่งด่วนที่รัฐบาลที่ต้องการพัฒนาสมุนไพรให้เป็นพืชเศรษฐกิจชนิดใหม่ที่มีมูลค่าในตลาดโลกสูงมาก ดังปรากฏในแผนแม่บทแห่งชาติว่าด้วยการพัฒนาสมุนไพรไทยฉบับที่ 1 พ.ศ. 2560-64 เน้นการมาขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเป็นผู้นำการส่งออกผลิตภัณฑ์สมุนไพรอันดับ 1 ของอาเซียน และฉบับที่ 2 พ.ศ. 2566-70 ที่มุ่งเพิ่มมูลค่าพืชสมุนไพร ยกระดับการแปรรูปและสกัดสาระสำคัญจากสมุนไพรไทยสู่อุตสาหกรรมมูลค่าสูงและส่งออก. เป็นภารกิจของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ต้องผลัดดันให้มีวัตถุดิบสมุนไพรคุณภาพที่เพียงพอ รองรับภาคอุตสาหกรรมยาแผนโบราณ เวชสำอางค์ อาหาร และอาหารเสริม. แต่พบว่าแปลงสมุนไพรผ่านการรับรอง GAP/GACP/อินทรีย์มีเพียงร้อยละ 5 -10, เกิดจากข้อมูลทางวิชาการสำหรับพืชสมุนไพรไทยขาดความต่อเนื่อง ไม่ครบถ้วนตลอดห่วงโซ่การผลิตตั้งแต่การผลิต การเก็บเกี่ยว และการแปรรูปเบื้องต้น ไม่ตอบสนองต่อระบบผลิตในปัจจุบันที่นำเทคโนโลยีและเครื่องจักรกลสมัยใหม่มาใช้. ส่งผลให้สมุนไพรที่ได้มีปริมาณสารออกฤทธิ์/น้ำมันหอมระเหยไม่สม่ำเสมอและยังพบปริมาณสารพิษตกค้างทางการเกษตร. สถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร ได้สำรวจปัญหาหลัก พบว่า ขาดสมุนไพรพันธุ์การค้า ขาดองค์ความรู้ในการผลิตที่เพิ่มสารสำคัญและน้ำมันหอมระเหย ลดสารพิษตกค้าง และขาดองค์ความรู้ในด้านการแปรรูปเบื้องต้น ให้ได้ตรงตามเกณฑ์มาตรฐานขององค์การอนามัยโลกและตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทย (Thai Herbal Pharmacopoeia) ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพและความเชื่อมั่นยาสมุนไพรไทยโดยตรง จำเป็นต้องมีการศึกษาวิจัยและพัฒนาสำหรับการระบบการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืชสมุนไพร (GAP พืชสมุนไพร) เพื่อยกระดับมาตรฐานสมุนไพรตามเป้าหมายกระทรวงสาธารณสุข 11 ขนิด ได้แก่ ขมิ้นชัน, บัวบก, กระชายดำ, มะขามป้อม, ฟ้าทะลายโจร, พลูคาว, ว่านหางจระเข้, หญ้าหวาน,มะแขว่น กระดอม และจันทน์เทศ ในสาขาวิชาปรับปรุงพันธุ์ การเขตกรรม และการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว ในด้านพัฒนาพันธุ์พืชสมุนไพร ทำการวิจัยในปี 2565-2567 เพื่อให้ได้วัตถุสมุนไพรมีสารสำคัญตรงตามมาตรฐานเพื่อการแพทย์และปลอดภัยจากสารพิษต่าง ๆ ผลการทดลองปี 2565 ออกเป็น 3 กลุ่มผลผลิต คือ กลุ่มผลผลิตที่ 1. การพัฒนาพันธุ์สมุนไพรเพื่อการแพทย์ : 1. การรวบรวมและคัดเลือกดี : 3 ชนิด คือ 1. ขมิ้นชันพันธุ์อุตสาหกรรม 92 ตัวอย่าง, 2. กระชายดำ 50 สายต้น คัดเลือกให้ได้ต้นดีเด่น 8 - 10 สายต้น และ 3. พันธุ์จันทน์เทศ 50 สาย ได้สายต้นพังงามีน้ำมันหอมระเหยในรกสูงกว่าค่ามาตรฐาน 20 % และสายต้นชุมพรมีน้ำมันหอมระเหยในเมล็ดสูงกว่าค่ามาตรฐาน 25 %. 2. การเปรียบเทียบพันธุ์ดีเด่น 3 ชนิด พบว่า 1. หญ้าหวานสายพันธุ์ SMOL2 มีปริมาณสาร Stevioside สูงที่สุด และ 2. มะแขว่นสายต้นโป่งแยง (PY) เติบโตเร็วที่สุด แต่สายต้นจอมทอง (KT) มีสาร Limonene สูงสุด และ 3. กระดอมรุ่น F4 10 สายพันธุ์ดีเด่น ซึ่งทั้ง จะเปรียบเทียบต่อเนื่องในปี 2566 – 2567 และ 3. สร้างลูกผสมข้ามพันธุ์ 2 ชนิด คือ 1. บัวบก รุ่น F1 ผสมเกสร 767 คู่ ได้เมล็ดจำนวน 45 เมล็ด คัดเลือกรอบที่ 1 จำนวน 40 ต้น ได้ต้นที่มีลักษณะตามเกณฑ์จำนวน 10 ต้น และ 2. มะขามป้อมรุ่น F1 ผสมระหว่างพันธุ์ให้สารสูงและพันธุ์ที่ติดผลดกในภาคใต้จำนวน 60 ผล ได้เพาะเมล็ดเพื่อรอเสียบต้นต้นตอในแปลงในปี 2566-2567. กลุ่มผลผลิตที่ 2. พัฒนาเทคนิคด้านเขตกรรมพืชสมุนไพร : 2.1 ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการเจริญเติบโตและสารสำคัญ พบว่า 2.1.1 ชีวภัณฑ์เชื้อราไมคอร์ไรซาและเชื้อราละลายฟอสเฟตในขมิ้นชันช่วยให้ต้นขมิ้นชันเติบโตและทนต้องโรคเหี่ยวดีขึ้น และ 2.1.2 การคลุมแปลงขมิ้นชันด้วยผ้าพลาสติกช่วยลดค่าแรงงานกำจัดวัชพืช 40 กก.ต่อตารางเมตรแต่ช่วงแรกการเติบโตน้อยกว่ากรรมวิธีอื่น ควรคลุมฟางบนพลาสติกในช่วงฤดูร้อน 2.3 ศึกษาความต้องการธาตุอาหารและการจัดการปุ๋ยต่อผลผลิตและปริมารถสารสำคัญ พบว่าค่าต้องการธาตุอาหารอัตราส่วนปุ๋ย N + P2O5 + K2O ในหญ้าหวาน = 13 : 1 : 12, ฟ้าทะลายโจร = 2.55 : 0.46 : 2.78 , พลูคาว = 2.88: 0.41 : 3.18 และว่านหางจระเข้ = 0.89: 0.21: 1.6 2.4 ศึกษาการจัดการทรงพุ่มต่อการเจริญเติบโตและสารสำคัญ ในมะขามป้อมปีที่ 1 ยังไม่มีผลต่างด้านการเจริญเติบโต คาดว่าพบความแตกต่างในปี 2567 และ 2.5 ศึกษาการผลิตพืชสมุนไพรในระบบปลูกไม่ใช้ดิน (substrate culture) ในปี 2565 เป็นช่วงหาความต้องการธาตุอาหารในขมิ้นชัน พลูคาว และบัวบกในแปลงพบว่าค่าต้องการอัตราส่วนปุ๋ย N + P2O5 + K2O ใน พูลคาว = 4 :1 : 4 และบัวบก= 9 :1 : 7 และศึกษาการเพิ่มสารเคอร์คูมินอยด์ในขมิ้นชันด้วยสารควบคุมการเจริญเติบโตไม่พบความแตกต่างในด้านการเจริญเติบโต แต่การใช้แสงเทียมพบว่าแสงสีแดงเติบโตดีที่สุด ทั้ง 2 การทดลองรอผลวิเคราะห์สารเคอร์คูมินอยด์ กลุ่มผลผลิตที่ 3 พัฒนาเทคโนโลยีจัดการก่อน-หลังเก็บเกี่ยว การแปรรูป และการเก็บรักษาคุณภาพ : 1. ศึกษาการจัดการก่อน-หลังเก็บเกี่ยวพืชสมุนไพร`พบว่าอายุเก็บเกี่ยวมะขามป้อมในภาคใต้ตามคำแนะนำ 8 เดือนมีสารแทนนินเพียง 178.9 มิลลิกรัม/100 กรัมน้ำหนักแห้ง หรือ 17.89% v/w. คาดว่วต้องเก็บเกี่ยวที่อายุมากกว่า 8 เดือน จึงจะได้มาตรฐานสมุนไพรไทย : สารแทนนินไม่น้อยกว่า 20 % เกิดจากสิ่งแวดล้อมช่วงเดือนที่ 8 เป็นช่วงฝนตกหนักต้องศึกษาต่อเนื่องในปี 2566. 2. ศึกษาการแปรรูปวัตถุดิบสมุนไพรที่เหมาะสม พบว่า การอบแห้งมะแขว่น ด้วยตู้อบประสิทธิภาพสูง (ศวศ.เชียงใหม่) อุณหภูมิ 50 - 60 Co ให้ผลดีที่สุด โดยมีความชื้น 8.52 - 9.12 % มีปริมาณน้ำมันหอมระเหยสูงสุด 6.26 % (v/w) สาร limonene สูงสุด 311.80 และ สาร 4-terpineol สูงสุด 33.26 และ 3. ศึกษาการเก็บรักษาคุณภาพวัตถุดิบสมุนไพร พบว่า หญ้าหวาน ซึ่งเป็นพืชที่เก็บเกี่ยวตลอดปีไม่ควรการเก็บรักษาผลผลิตแห้งเกิน 6 เดือน โดยเก็บรักษาในถุงฟอยด์ (Foil bag) และถุงสุญญากาศ (Vacuum bag) แต่หากจำเป็นต้องเก็บรักษานานไม่เกิน 9 เดือนต้องเก็บรักษาไว้ในถุงสุญญากาศ (Vacuum bag) เท่านั้น และมะแขว่นเป็นพืชที่เก็บเกี่ยวปีละ 1 ครั้ง ครั้งละ 2 – 3 เดือน หากไม่สามารถแปรรูปผลผลิตได้ทันและจำเป็นต้องการการเก็บรักษานาน 9 เดือนควรรักษาในถุงฟอยด์ หรือถุงสุญญากาศที่อุณหภูมิ 5 องศาเซลเซียส แต่หากต้องเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส ควรเก็บรักษาผลผลิตในถุงสุญญากาศเท่านั้น เมื่อสิ้นสุดโครงการจะได้พันธุ์พืชสมุนไพรเพื่อการแพทย์ 8 พันธุ์ คือ ปี 2566 พันธุ์หญ้าหวาน 1 พันธุ์ และปี 2567 พันธุ์สมุนไพรเพื่อการแพทย์ 6 ชนิด 7 พันธุ์ (ขมิ้นชัน กระชายดำ จันทน์เทศ บัวบก มะแขว่น และกระดอม) และมะขามป้อมพันธุ์คัดเลือก 10 พันธุ์ 2. เทคโนโลยีการผลิตพืชพืชสมุนไพร 10 เทคโนโลยี/กระบวนการ และ 11 ต้นแบบ และ 3. คู่มือการผลิตพืชสมุนไพรเพื่อการแพทย์และอาหาร (GACP) สำหรับใช้เป็นแนวทางการผลิตพืชให้ได้ตามเกณฑ์มาตรฐาน 11 ชนิด
เป้าหมายเมื่อจบโครงการ: 7 — 7. Final development version of the deliverable demonstrated in operational
ได้พันธุ์ขมิ้นชันที่มีศักยภาพเหมาะสมสำหรับอุตสาหกรรมอาหารและสมุนไพรทำยา พร้อมมีเทคโนโลยีการผลิตขมิ้นชันที่รองรับการผลิตแบบอินทรีย์และลดต้นทุน ได้พันธุ์บัวบกที่ให้สารเอเชียติโคไซด์สูงและเทคโนโลยีการผลิตบัวบก และได้ข้อมูลเพื่อนำไปจัดทำการผลิตในระบบการจัดการคุณภาพพืชมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) ของบัวบก ได้พันธุ์กระชายดำที่มีปริมาณสารสำคัญสูง ผลผลิตมีคุณภาพตรงตามความต้องการของเกษตรกรและผู้รับซื้อ ได้พันธุ์มะขามป้อมลูกผสมที่มีสารสำคัญสูงและเทคโนโลยีการผลิตที่เหมาะสมสำหรับการปลูกในพื้นที่ภาคใต้ ได้เทคโนโลยีการผลิตพืชสมุนไพรโดยไม่ใช้ดิน (substrate culture) ในระบบโรงเรือน ที่สามารถควบคุมปัจจัยการผลิตได้อย่างเหมาะสมและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งการจัดการธาตุอาหาร เพื่อสามารถควบคุมปริมาณสารสำคัญให้ได้มาตรฐานและคงที่ ได้เทคโนโลยีการผลิตหัวพันธุ์ขมิ้นชันปลอดโรค และได้ชุดเทคโนโลยีเพื่อการผลิตพืชสมุนไพรในรูปแบบที่สามารถควบคุมคุณภาพผลผลิตและปริมาณสารสำคัญ และมีคัดเลือกและเปรียบเทียบพันธุ์ในศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ (แม่จอนหลวง) ได้สายพันธุ์หญ้าหวานดีเด่นและทดลองในศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ (ขุนวาง) และ แปลงเกษตรกรที่อ.สะเมิง จ. เชียงใหม่ จนได้แนวทางการผลิต รวมถึงจัดการหลังการเก็บเกี่ยวที่มีประสิทธิภาพและมีคุณภาพ และได้ชนิดบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสมในการผลิตหญ้าหวานเชิงการค้าและมีการศึกษาความต้องการธาตุอาหารพืชจนได้คำแนะนำการใช้ปุ๋ยที่ถูกต้องตามค่าความต้องการธาตุอาหารของฟ้าทะลายโจร, พลูคาวและว่านหางจระเข้เพื่อเพิ่มผลผลิตและคุณภาพสำหรับเกษตรกรทั่วไป
กรมวิชาการเกษตรมีอุปกรณ์และบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านปรับปรุงพันธุ์พืชสมุนไพร มีพันธุกรรมพืชสมุนไพรที่มีศักยภาพที่ได้รับการประเมินลักษณะดีเด่นด้านต่างๆ และวิธีการปลูกพืชสมุนไพรแบบใหม่ ประกอบด้วย 1. ขมิ้นชันพันธุ์แนะนำ พันธุ์ตรัง 1 และ ตรัง 84-2 ในปี 2551 ที่มีสารสำคัญสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานสมุนไพรและได้รับการยอมรับจากเกษตรกร มีพันธุกรรมขมิ้นชันที่รวบรวมจากแปลงเกษตรกรนำมาปลูกและประเมินลักษณะของพันธุ์เบื้องต้นไว้ในหน่วยงานของสถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร และมีคำแนะนำในภาพรวมของการปลูกขมิ้นชันที่เหมาะสมของกรมวิชาการเกษตร 2. บัวบก ในปี 2551 ได้รับการประเมินจากสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จังหวัดปทุมธานี มีปริมาณสาร asiaticoside สูง 4 สายต้น คือ พันธุ์นครศรีธรรมราช ปราจีนบุรี ระยองและอุบลราชธานี 3. มะขามป้อม ในปี 2559 มีการทดสอบพันธุ์มะขามป้อมในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันตกและภาคใต้ สามารถคัดเลือกพันธุ์ที่มีลักษณะดีเด่นแตกต่างกันด้านการเจริญเติบโต ผลผลิตและองค์ประกอบผลผลิต และปริมาณสารสำคัญได้ 5 สายต้น มีลักษณะดีเด่นที่เหมาะสมสำหรับนำมาปรับปรุงพันธุ์เพื่อให้มีศักยภาพการผลิตและปริมาณสารสำคัญสูงในพื้นที่ในภาคใต้ 4. กระชายดำ ในปี 2มีการสำรวจสายพันุ์ที่เกษตรกรนิยมปลูกในเขตจังหวัดเพชรบูรณ์ พิษณุโลก และเลย อย่างแพร่หลายจึง พบว่ามีความหลากหลายทางพันธุกรรรมของกระชายดำสูงมาก แต่ผลผลิตและปริมาณสารสำคัญไม่สม่ำเสมอ 5. พลูคาวสายพันธุ์ก้านใบม่วง มีปริมาณสาร rutin และ quercitrin สูง และปลูกแพร่หลายในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ พิษณุโลกและเลย แต่ยังมีความแปรปรวนของพันธุ์และสารสำคัญ และยังไม่มีพันธุ์ที่ใช้ผลิตเชิงการค้า 6. มีการสำรวจและจำแยกสายพันธุ์หญ้าหวานยังขาดข้อมูลพันธุ์หญ้าหวานการค้า การแปรรูปที่มีประสิทธิภาพและมีคุณภาพและเทคโนโลยีการจัดการปุ๋ยเคมีสำหรับการผลิตพืชสมุนไพร และการใช้ปุ๋ยยังเป็นข้อมูลเก่าที่แนะนำสำหรับพืชทั่วไป 7. มีวิธีปฏิบัติการปลูกพืชสมุนไพรโดยไม่ใช้ดิน เพื่อได้สมุนไพรที่มีความสะอาด ปราศจากเชื้อปรสิตและสารตกค้างในพืช ได้นำมาทดสอบการปลูกพืชสมุนไพรเบื้องต้น พบว่าสามารถผลิตพืชสมุนไพรได้สำเร็จและควรพัฒนาระบบการปลูกให้เหมาะสมกับชนิดพืชสมุนไพรต่อไป แต่ปัจจุบันงานวิจัยสมุนไพรขาดช่วงการวิจัยพัฒนา ทำให้ไม่ครบวงจร ส่งผลต่อการยกระดับสมุนไพรจากพืชผักสุขภาพ พืชเครื่องเทศสู่พืชสมุนไพรเพื่อการแพทย์ ทำให้ไม่สามารถให้คำแนะนำ ตามนวัตกรรมการเกษตรสมัยใหม่ที่เปลี่ยนไปสู่ระบบเกษตรอุตสาหกรรมแล้ว ยังเป็นการผลิตพืชสมุนไพร 2.0 – 3.0 เท่านั้น
เป้าหมายเมื่อจบโครงการ: 6 — 6. solution (s) demonstrated in relevant environment and in co-operation with relevant stakeholders to gain initial feedback on potential impact
เมื่อสิ้นสุดการวิจัยแล้วเกษตรกรจะร่วมได้ประโยชน์จากพันธุ์ขมิ้นชัน บัวบก กระชายดำและมะขามป้อมพันธุ์ใหม่สำหรับทดสอบ/ขยายผลเป็นทางเลือกให้เกษตรกรกับผู้ประกอบสำหรับอุตสาหกรรมแปรรูปด้านอาหารและใช้เป็นวัตถุดิบด้านสมุนไพร พร้อมมีเทคโนโลยีการผลิตที่ส่งเสริมให้มีผลผลิตและสารสำคัญสูง เป็นวัตถุดิบสมุนไพรสะอาดและมีคุณภาพสำหรับการใช้เป็นส่วนผสมของผลิตภัณฑ์สมุนไพร ไม่มีสารตกค้างในผลผลิต สามารถยกระดับการผลิตพืชสมุนไพรของประเทศไทย เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์สมุนไพรสู่การผลิตเพื่ออุตสาหกรรมทางยา เครื่องสำอางและอาหารเสริม และเกษตรกรยังมีส่วนร่วมให้แนวทางการแก้ปัญหาได้รับการตรวจสอบ ถูกนำเสนอแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้อง โดยการนำพันธุ์หญ้าหวานและเทคโนโลยีการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวมีศักยภาพในการผลิตเชิงการค้าเป็นทดสอบร่วมกับเกษตรกรที่สนใจเพื่อผลิตหญ้าหวานที่มีศักยภาพ และยังสร้างอาชีพ สร้างรายได้ ผลผลิตมีคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาด ได้สารสำคัญที่สูงและตามค่ามาตรฐานและคำแนะนำการใช้ปุ๋ยที่ถูกต้องตามค่าความต้องการธาตุอาหารของหญ้าหวาน, ฟ้าทะลายโจร, พลูคาว และว่านหางจระเข้เพื่อเพิ่มผลผลิตและคุณภาพ
ได้รับทราบปัญหาจากเกษตรกรที่มีประสบการณ์ในการปลูกพืชสมุนไพร ขมิ้นชัน บัวบก กระชายดำ และมะขามป้อม ทั้งเพื่อการจำหน่ายผลผลิตทั้งภายในประเทศและส่งออกต่างประเทศ และปัจจุบันเกษตรกรมีความสนใจในการผลิตสมุนไพรคุณภาพ โดยใช้เทคโนโลยีใหม่ที่สามารถลดต้นทุนด้านแรงงานและปัจจัยการผลผลิตมากขึ้น ซึ่งจะเชื่อมโยงไปถึงการผลิตสมุนไพรแบบ smart farming เน้นการผลิตที่ลดต้นทุน ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพสูง และสามารถควบคุมปริมาณสารสำคัญของพืชสมุนไพรได้ แต่ยังขาดพันธุ์และเทคโนโลยีการผลิตที่สามารถรองรับการผลิตระดับอุตสาหกรรมแปรรูปด้านอาหารและผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่มีสารสำคัญสูง มีความปลอดภัยและลดต้นทุนการผลิต และยังไม่มีการรวมกลุ่มของเกษตรกรและขาดการเชื่อมโยงระหว่างเกษตรกรกับผู้ประกอบการด้านสมุนไพรในระดับอุตสาหกรรม ในปี 2560 มีการสำรวจปัญหาของเกษตรกรในแหล่งผลิตหลัก ๆ พบว่า ขาดพันธุ์และเทคโนโลยีการผลิตหญ้าหวาน, ฟ้าทะลายโจร, พลูคาว และว่านหางจระเข้ในเชิงการแพทย์ เกษตรกรทำตามภูมิปัญญาพื้นบ้านและสอบถามจากผู้ปลูกก่อนหน้า ยังขาดพันธุ์และเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพในการผลิต ทั้งการแปรรูปหญ้าหวานที่มีคุณภาพใส่ปุ๋ยอินทรีย์ตามที่เคยปฏิบัติสืบทอดกันมา ทำให้พืชสมุนไพรไม่ได้รับธาตุอาหารตามความต้องการ ยังไม่มีการรวมกลุ่มของเกษตรกรและขาดการเชื่อมโยงระหว่างเกษตรกรกับผู้ประกอบการด้านสมุนไพร