กำลังโหลดข้อมูล…
Search for a command to run...
บทนำ: การมีกิจวัตรประจำวันที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคังสำคัญในการส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพดี ชะลอความเสื่อม ของร่างกาย ปัจจุบันการประเมินสมรรถภาพทางกายของผู้สูงอายุในประเทศไทยใช้รูปแบบการทดสอบและ อ้างอิงค่ามาตรฐานตาม Senior Fitness Test (SFT) และทำการศึกษาในผู้สูงอายุชาวอเมริกัน ซึ่งการแบ่งช่วง อายุสำหรับแปลผลการทดสอบและรูปแบบการทดสอบมีข้อจำกัดต่อการนำมาใช้ในการประเมินผู้สูงอายุไทย ที่องค์ประกอบด้านวัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตแตกต่างจากรูปแบบการประเมินสมรรถภาพทางกายของ ผู้สูงอายุตาม SFT วัตถุประสงค์: เพื่อประเมินเทคโนโลยีทางการแพย์และพัฒนาชุดแบบทดสอบระดับสมรรถภาพทาพทางกาย สำหรับผู้สูงอายุไทย Thai Senior Fitness Test (TSFT) วิธีการดำเนินการวิจัย: ผู้วิจัยนำข้อมูลของแบบประเมิน SFT มาวิเคราะห์แต่ละองค์ประกอบของการทดสอบ สมรรถภาพทางกายแต่ละด้าน จากนั้นกำหนดรูปแบบการประเมิน TSFT และทดสอบเปรียบเทียบใน อาสาสมัครที่มีอาย 60 ปีขึ้นไปจำนวน 50 ราย เพื่อหาค่าความน่าเชื่อถือระหว่างตัวผู้ประเมิน (Inter-rater reliability) และหาความน่าเชื่อถือถือในตัวผู้ประเมิน (intra-rater reliabity) ในการทศสอบความแข็งแรง การทดสอบความยึดหยุ่น การทดสอบความทนทานและระดับการทรงตัวของร่างกาย จากนั้นผู้วิจัยนำรูปแบบ การทดสอบสมรรถภาพร่างกายแต่ละด้านไปเก็บข้อมูลในผู้สูงอายุโดยการสุ่มตัวแทนจังหวัดต่างๆที่สอดคล้อง กับเขตบริการสุขภาพของประเทศไทยจำนวน 8 จังหวัด ทำการเก็บข้อมูลในอาสาสมัครที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 2100 ราย ผลการศึกษา: จากการพิจารณาเปรียบเทียบรูปแบบการทดสอบและค่ามาตรฐานของการทดสอบในผู้สูงอายุ ไทย พบว่าเมื่อกำหนดช่วงอายุของผู้สูงอายุตามการแบ่งเป็นผู้สูงอายุตอนต้นอายุ 60-69 ปี ผู้สูงอายุตอนกลาง อายุ 70-79 ปี และผู้สูงอายุตอนปลายอายุ 80 ปีขึ้นไป โดยกำหนดช่วงค่ามาตรฐานของทดสอบสบสมรรถภาพ ทางกายแต่ละด้านที่ระดับเปอร์เซ็นต์ไทล์ที่ 25-75 ใช้ค่ากลางที่ระดับเปอร์เซ็นต์ไทล์ที่ 50 ช่วงค่ามาตรฐาน ของการทดสอบสมรรถภาพทางกายในผู้สูงอายุไทยมีเกณฑ์ต่ำกว่าค่ามาตรฐานเดิมที่ใช้อ้างอิงในปัจจุบัน อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ: ชุดแบบทดสอบระดับสมรรถภาพทางกายสำหรับผู้สูงอายุไทย (TSFT) เป็นการ พัฒนารูปแบบและวิธีการทดสอบแค่ละองค์ประกอบของการเคลื่อนไหวในผู้สูงอายุที่สอดคล้องกับรูปแบบการ ดำเนินชีวิตและคลอบคลุมการประเมินแค่ละด้านเพิ่มขึ้น เมื่อพิจารณาจากช่วงค่ามาตรฐานของการทดสอบที่ ต่ำกว่าค่ามาตรฐานเดิมทำให้พบว่า หากใช้การอ้างอิงตามเกณฑ์เดิมผู้สูงอายุไทยจะมีสมรรถภาพทางกายต่ำ หรือมีความเสี่ยงในการสูญเสียความสามารถในการเคลื่อนไหว ซึ่งไม่สอดคล้องหรือตรงกับความเป็นจริงที่ ผู้สูงอายุยังสามารถทำกิจวัตรประจำวันได้โดยอิสระและประกอบอาชีพได้ ดังนั้นการพิจารณากำหนดช่วง เกณฑ์มาตรฐานของการทดสอบสมรรถภาพทางกายสำหรับผู้สูงอายุไทยแต่ละด้านขึ้นมาใหม่ จึงมีความสำคัญ และเป็นการทดสอบที่เหมาะสมหรือสอดคล้องกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของไทย เป็นประโยชน์ในการ ให้บริการสุขภาพด้านสุขภาพแก่ผู้สูงอายุไทยในการป้องกันภาวะทุพพลภาพหรือภาวะพึ่งพิงต่อไป