กำลังโหลดข้อมูล…
Search for a command to run...
ละอองอินทรีย์ทุติยภูมิเกิดได้จากปฏิกิริยาออกซิเดชันในชั้นบรรยากาศของสารประกอบตั้งต้นที่ปล่อยออกมาทั้งจากกิจกรรมของมนุษย์และจากแหล่งกำเนิดทางชีวภาพ โดยเฉพาะสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย เช่น ไอโซพรีน โมโนเทอร์พีน ที่มีผลต่อการเกิดฝุ่นทุติยภูมิ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) วิเคราะห์หาปริมาณสารประกอบอินทรีย์ระเหยทางชีวภาพที่ปลดปล่อยจากพืชที่แตกต่างกัน (2) เข้าใจถึงกลไกและกระบวนการทางฟิสิกส์เคมีบรรยากาศของการเกิดละอองลอยทุติยภูมิโดยอาศัยแบบจำลองคณิตศาสตร์จำลองสถานการณ์ PM2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือ และ (3) เสนอแนวทางในการจัดการ PM2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือ โดยทำการเก็บตัวอย่างอากาศบนเสาสูงในพื้นที่ป่า 3 ประเภท ได้แก่ ป่าดิบเขา (จ.เชียงใหม่) ป่าเต็งรัง (จ.พะเยา) และป่าปลูก (จ.ลำปาง) ในช่วงฤดูแล้ง ฤดูฝน และต้นฤดูแล้ง ปี 2564 ทำการประเมินการปลดปล่อยสารไอโซพรีน และโมโนเทอร์พีนจากข้อมูลระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ และวิเคราะห์หาชนิดและปริมาณสารอินทรีย์ระเหยทางชีวภาพด้วยเทคนิคเทอร์มอลดีซอร์บชันแก๊สโครมาโทกราฟีแมสสเปกโตรเมทรี รวมถึงทำการคำนวณด้วยแบบจำลองคณิตศาสตร์ WRF-Chem เพื่อทดสอบผลของสารอินทรีย์ระเหยง่ายต่อการสร้างฝุ่นทุติยภูมิ การประเมินการปลดปล่อยสารบีวีโอซีในพื้นที่ภาคเหนือพบว่า มีความเข้มข้นการปลดปล่อยสารไอโซพรีน 10.38 ล้านตันคาร์บอน/ปี และโมโนเทอร์พีน 0.45 ล้านตันคาร์บอน/ปี โดยเชียงใหม่ปล่อยสารทั้งสองตัวสูงที่สุดที่ 28% และ 26% รองลงมาคือ แม่ฮ่องสอน (17%, 15%) และน่าน (14%, 14%) ตามลำดับ ผลการวิเคราะห์ตัวอย่างอากาศพบว่าการปลดปล่อยสารไอโซพรีนปริมาณเฉลี่ยสูงที่สุดที่ป่าเต็งรัง ป่าปลูก และป่าดิบเขา ตามลำดับ ซึ่งปริมาณไอโซพรีนที่ปลดปล่อยออกมามีความสัมพันธ์กับอุณหภูมิอากาศอย่างมีนัยสำคัญ (p = 0.01) ทั้งนี้ที่ป่าผลัดใบมีการแตกใบใหม่ช่วงฤดูฝน ซึ่งขนาดและอายุของใบมีผลต่อการสังเคราะห์แสงและการปลดปล่อยสารไอโซพรีน โดยป่าปลูกพบปริมาณไอโซพรีนสูงสุดช่วงฤดูฝน ส่วนป่าเต็งรังสูงสุดในช่วงต้นฤดูแล้ง นอกจากนี้ยังพบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญระหว่างปริมาณสารไอโซพรีนกับผลิตภัณฑ์ออกซิเดชันไอโซพรีนทุติยภูมิ (เมธาโคลีน และเมทิลไวนิลคีโตน) ซึ่งมักมีค่าสูงตามปริมาณไอโซพรีนที่เพิ่มขึ้น ผลจากการคำนวณด้วยแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ พบว่า บีวีโอซีแสดงความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกันกับระดับไกลอกซาลและละอองลอยทุติยภูมิจากไกลอกซาล โดยเฉพาะอนุภาคที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของอนุภาคแห้งระหว่าง 0.156 ถึง 0.625 ไมครอน บีวีโอซีทำให้ระดับความเข้มข้นของฝุ่นละอองขนาดเล็กในพื้นที่การคำนวณเพิ่มขึ้น 0.06 ถึง 0.52 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เมื่อลดการปล่อยก๊าซไนตริกออกไซด์จากกิจกรรมของมนุษย์ 40 % ทำให้ระดับฝุ่นละอองขนาดเล็กในพื้นที่การคำนวณลดลง 0.1 ถึง 1.2 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร แต่อาจพบการเพิ่มขึ้นของฝุ่นละอองขนาดเล็กเล็กน้อยในบางพื้นที่ เช่น จังหวัดลำปาง ซึ่งการศึกษาครั้งนี้จะช่วยให้เข้าใจผลกระทบของการปล่อยสารบีวีโอซีต่อการเกิดละลองลอยทุติยภูมิ ทั้งนี้แนวทางการจัดการ PM2.5 ในภาคเหนือควรควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษทั้งจากแหล่งกำเนิดปฐมภูมิและทุติยภูมิ เช่น การเผาไหม้ในที่โล่ง การจราจร ระบบขนส่งสาธารณะ และสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด ซึ่งไม่เพียงแต่ลดการปล่อยสารมลพิษสู่ชั้นบรรยากาศโดยตรงแต่ยังช่วยลดการเกิดปฏิกิริยาเคมีในชั้นบรรยากาศระหว่างสารตั้งต้นทางชีวภาพและสารมลพิษอื่นๆ ได้
เป้าหมายเมื่อจบโครงการ: 4 — 4. Key elements demonstrated in laboratory environments
แบบจำลอง MEGAN ที่มีความเหมาะสมกับการประยุกต์ใช้ในประเทศไทยเพื่อประเมินสถานการณ์และพยากรณ์การเกิด PM2.5 ในประเทศไทยโดยใช้แบบจำลองคณิตศาสตร์
สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.) มีการติดตั้งเครื่อง LI-COR CO2/CH4 greenhouse gas measurements with flux eddy covariance techniques ติดตั้งตรวจวัดที่เชียงใหม่มาแล้วมาตั้งแต่ปีงบประมาณ 2562 และมีการประสานความร่วมมือคณาจารย์นักวิจัยทั้งที่มหาวิทยาลัยพะเยา, ESRC มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ ศ.ญาณวิทย์ ศิวัช พงศ์เพียจันทร์ม NIDA กับในต่างประเทศคือ Prof. Alex Guenther ผู้เชี่ยวชาญและพัฒนาแบบจำลอง MEGAN จาก UC Irvine สหรัฐอเมริกา อีกทั้ง Dr.Mary Barth, Atmospheric Chemistry and Observation and Modelling (ACOM), National Center for Atmospheric Research (NCAR) ซึ่งเป็นผู้พัฒนาแบบจำลอง WRF-Chem และที่เกี่ยวข้อง จึงสามารถมีองค์ความรู้และเครื่องมือเสริมในการวิเคราะห์
เป้าหมายเมื่อจบโครงการ: 2 — 2. formulation of problem, proposed solution(s) and potential impact, expected societal readiness; identifying relevant stakeholders for the project.
หลังจากโครงการสิ้นสุดลง ผลลัพธ์ที่ได้คือจะเกิดองค์ความรู้ใหม่เกี่ยวกับการเกิด secondary source ซึ่งนอกเหนือจากการเผาในที่โล่ง ที่เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าเป็นแหล่งกำเนิดของอนุภาคฝุ่นละอองแบบปฐมภูมิ ทั้งนี้ข้อมูลที่ได้จากการวิจัยสามารถนำไปต่อยอดให้เป็นความรู้แก่ประชาชนในสังคม เพื่อให้เกิดความตะหนักถึงสาเหตุและแหล่งที่มาของมลพิษทางอากาศในด้านอื่นๆ และสามารถนำข้อมูลไปใช้ในการบริหารจัดการแหล่งที่มาของมลพิษอากาศในอนาคตต่อไปได้
ในปัจจุบันประชาชนเริ่มหันมาสนใจและตระหนักถึงปัญหาด้านมลพิษอากาศกันมากขึ้น ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีโครงการที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น หรือช่องทางการรับรู้ถึงสถานการณ์ ปริมาณฝุ่นละอองในรายชั่วโมง รายวัน ตามสื่อสังคมและแอพพลิเคชั่นต่างๆ แต่ส่วนใหญ่แล้วก็ยังมุ่งเน้นถึงสถานการณ์ช่วงที่มีหมอกควันจากการเผาในที่โล่งเป็นส่วนมาก หากแต่ในวันที่ไม่มีการเผาปัญหาการเกิดอนุภาคฝุ่นก็ยังคงมีอยู่ ซึ่งยังต้องหาหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มายืนยันถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น