กำลังโหลดข้อมูล…
Search for a command to run...
บทคัดย่อภาษาไทยการวิจัยพัฒนาการประวัติศาสตร์เมืองสำคัญในท้องถิ่นภาคใต้สมัยประวัติศาสตร์เพื่อการสร้างองค์ความรู้การศึกษาพหุวัฒนธรรมภาคใต้ประเทศไทย มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาพัฒนาการทางประวัติศาสตร์การกำเนิดเมืองสำคัญในภาคใต้สมัยประวัติศาสตร์ ศึกษาสภาพความเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมในประวัติศาสตร์ของเมืองสำคัญในภาคใต้ และศึกษาแนวทางในการนำข้อมูลทางประวัติศาสตร์จากการวิจัยไปใช้ในการจัดการเรียนรู้เพื่อสร้างความเข้าใจประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและการเรียนรู้สร้างสังคมสันติ โดยบูรณาการแนวคิดการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น แนวคิดสร้างสันติสุขการรับรู้เข้าใจการอยู่ร่วมกันในสังคมต่างวัฒนธรรม และแนวคิดการใช้ชุมชนเป็นฐานการเรียนรู้และมีการส่วนร่วมในการจัดการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นในการวิจัยผลการศึกษาพบว่าด้านพัฒนาการทางประวัติศาสตร์การกำเนิดเมืองสำคัญในภาคใต้สมัยประวัติศาสตร์เมืองสำคัญในภาคใต้ฝั่งทะเลตะวันออก ได้แก่ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา และเมืองปัตตานีก้าวเข้าสู่ยุคประวัติศาสตร์ร่วมกันตั้งแต่ปลายพุทธศตวรรษที่ 11–12 จนราวพุทธศตวรรษที่ 19 ที่ร่องรอยโบราณคดีสะท้อนการก่อตั้งกลุ่มเมืองในลักษณะรัฐโบราณและมีพัฒนาการต่อมาในสมัยหลัง ผลการวิจัยด้านศึกษาสภาพความเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมในประวัติศาสตร์ของเมืองสำคัญในภาคใต้พบว่า สภาพสังคมพหุวัฒนธรรมปรากฏในด้านวิถีผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์ทั้งชนพื้นเมืองและชนต่างถิ่น เมืองท่าในภาคใต้เป็นแหล่งสำคัญที่ทำให้ผู้คนจากต่างถิ่นเข้ามาตั้งถิ่นฐานทั้งการค้าและการเผยแผ่วัฒนธรรมเกิดการผสมกลมกลืนกลายเป็นเอกลักษณ์สังคมพหุวัฒนธรรมของผู้คนภาคใต้สมัยต่อมา ความเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมปรากฏทั้งด้านอัตลักษณ์ด้านภาษา ชาติพันธุ์ ศาสนา ตลอดจารีตประเพณีวัฒนธรรมในแต่ละท้องถิ่น และผลวิจัยด้านศึกษาแนวทางในการนำข้อมูลทางประวัติศาสตร์จากการวิจัยไปใช้ในการจัดการเรียนรู้เพื่อสร้างความเข้าใจประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและการเรียนรู้สร้างสังคมสันติพบว่า ผลของการนำไปใช้ประโยชน์เชิงชุมชน และสังคมสามารถนำองค์ความรู้จากการวิจัยต่อยอดการสร้างความเข้าใจในการเรียนรู้ด้านสันติศึกษาและการแก้ปัญหาความขัดแย้งทางความคิดที่เกี่ยวเนื่องกับประวัติศาสตร์ องค์ความรู้จากการวิจัยยังนำไปบูรณาการการศึกษาแนวการพัฒนาและอนุรักษ์ประวัติศาสตร์วัฒนธรรมท้องถิ่น ตลอดจนการศึกษาประวัติศาสตร์เปรียบเทียบองค์ความรู้ท้องถิ่นอื่นในประเทศซึ่งย่อมส่งผลดีต่อการพัฒนาศักยภาพองค์ความรู้ด้านมนุษยศาสตร์ในมิติประวัติศาสตร์