กำลังโหลดข้อมูล…
Search for a command to run...
โครงการวิจัยการตอบสนองและเตรียมการของระบบบริการสุขภาพไทยต่อวิกฤติการระบาดของ COVID-19: การดำเนินการของโรงพยาบาล และผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมภายในขอบเขตของระบบสุขภาพ เป็นการวิจัยในรูปแบบผสมผสาน (Mixed method) ประกอบด้วย 6 ส่วน โดยมีวัตถุประสงค์หลักดังนี้(1) ศึกษาประเด็นวิจัยเชิงสังเคราะห์ภาพรวมของการตอบสนองและการเตรียมการของระบบบริการสุขภาพไทยต่อสถานการณ์ COVID-19 ของระบบโรงพยาบาล และผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมภายในขอบเขตของระบบสุขภาพในภาพรวมได้ โดยการใช้การทบทวนวรรณกรรม การรับฟังข้อคิดเห็นจากคณะที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิ และการนำร่องเก็บข้อมูลโครงการวิจัย(2) ศึกษาคุณลักษณะสำคัญของหอผู้ป่วยเฉพาะกิจและนวัตกรรมการจัดบริการของโรงพยาบาลเพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์โรคระบาด COVID-19 และสังเคราะห์สิ่งที่ควรกำหนดเป็นข้อกำหนดสำหรับการใช้ในกระบวนการรับรองคุณภาพสถานพยาบาล โดยการจัดกรณีศึกษาของโรงพยาบาล และการจัดสนทนากลุ่มแลกเปลี่ยนเรียนรู้(3) ศึกษาความท้าทาย ปัญหาอุปสรรค การเตรียมการ การปรับตัวและนววิถีของการจัดบริการสุขภาพที่สำคัญของโรงพยาบาลเพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์โรคระบาด โควิด-19 ในแต่ละระยะ และสังเคราะห์ประเด็นที่อาจเป็นนววิถีของการจัดบริการสุขภาพที่สำคัญของโรงพยาบาลภายหลังสถานการณ์การระบาดโควิด-19 โดยการสำรวจโรงพยาบาลและผู้เยี่ยมสำรวจในระบบรับรองคุณภาพโรงพยาบาลด้วยแบบสอบถาม การสนทนากลุ่มกับโรงพยาบาลผ่านประชุมออนไลน์ และการจัดทำกรณีศึกษาในพื้นที่กรุงเทพมหานคร(4) ประมาณการต้นทุน (Cost) และต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) ในการดำเนินการของโรงพยาบาลเพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์โควิด-19 โดยต้นทุน หมายถึง ต้นทุนของกิจกรรมทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการจัดการกับโควิด-19 ภายในโรงพยาบาล โดยดำเนินการในโรงพยาบาลกรณีศึกษา (5) ศึกษาและติดตามการดำเนินการของระบบหลักประกันสุขภาพของไทยในการตอบสนองต่อสถานการณ์ COVID-19 ตลอดจนสถานการณ์การเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลในระบบหลักประกันสุขภาพ ในปีงบประมาณ 2563 โดยการติดตามทบทวนเอกสาร และการวิเคราะห์ฐานข้อมูลการเบิกจ่ายค่าบริการรักษาพยาบาลของกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(6) ศึกษากลไกการจัดการของรัฐเพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ในประเทศไทย ครอบคลุมถึงลักษณะของกลไกการจัดการในแต่ละระยะ นโยบายและมาตรการป้องกันและควบคุมโรคโควิด-19 ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนผลที่เกิดขึ้นจากนโยบายและมาตรการป้องกันควบคุมโรคโควิด-19 โดยการศึกษากลไกและระบบการตอบสนองต่อสถานการณ์ในภาพรวม และการจัดทำกรณีศึกษาเพื่อศึกษาเชิงลึกจากเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นระหว่างการบริหารจัดการสถานการณ์ระยะเวลาดำเนินการของโครงการ ประมาณ 1 ปี (พฤษภาคม 2563 ถึง พฤษภาคม 2564) โดยมีสรุปข้อค้นพบของการวิจัยที่สำคัญดังนี้1. กรอบวิจัยเพื่อการเตรียมพร้อมและการตอบสนองของระบบบริการสุขภาพต่อสถานการณ์โรคระบาดขนาดใหญ่ในประเทศไทย (Research framework for health system preparedness and responses for pandemic control in Thailand) ประกอบด้วย 24 กลุ่มประเด็นวิจัยตามกรอบวิจัย จัดองค์ประกอบตามมิติที่เป็นองค์ประกอบที่สำคัญ ได้แก่ ระยะเวลา, พื้นที่, บทบาทของระบบบริการสุขภาพ, การเตรียมการด้านการตอบสนอง และบทบาทของสังคม โดยในมิติด้านระยะเวลา การตอบสนองของระบบบริการสุขภาพต่อสถานการณ์แบ่งเป็น (1) ระยะเตรียมความพร้อม ประกอบด้วย (1.1) ระยะเริ่มต้นและเฝ้าระวัง และ (1.2) ระยะตอบสนองเบื้องต้น, (2) การตอบสนองเต็มรูปแบบและเตรียมการเพื่อการบริหารต่อเนื่อง ซึ่งแบ่งย่อยได้เป็น (2.1) ระยะตอบสนองเต็มรูปแบบ และ (2.2) ระยะบริหารสถานการณ์ต่อเนื่อง, และ (3) ระยะฟื้นฟูของระบบสุขภาพ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ที่ได้จากการวิจัย กับการบริหารสถานการณ์เพื่อเตรียมการและตอบสนองต่อการระบาดขนาดใหญ่ในระดับ Pandemic แสดงได้ดังภาพที่ ขภาพ ข กรอบวิจัยเพื่อการเตรียมพร้อมและการตอบสนองของระบบบริการสุขภาพต่อสถานการณ์โรคระบาดขนาดใหญ่ในประเทศไทย 2. การจัดบริการของโรงพยาบาลเพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์โรคระบาดขนาดใหญ่ ดังเช่นกรณีโควิด-19 ไม่สามารถดำเนินการได้ในระบบบริการปกติของโรงพยาบาล เนื่องจากความต้องการใช้เตียงผู้ป่วยในที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเกินกว่าขีดความสามารถปกติจะรองรับได้ (Surge capacity), ความจำเป็นที่ต้องจัดบริการในรูปแบบที่มีการแยกตัว (Isolation) เพื่อป้องกันและควบคุมการแพร่กระจายของเชื้อโรค และลักษณะการดำเนินการที่เป็นการตอบสนองในลักษณะชั่วคราวในช่วงสถานการณ์การระบาด ทั้งนี้สถานการณ์โควิด-19 มีผลกระทบกับโรงพยาบาลในหลายด้าน โรงพยาบาลส่วนใหญ่มีความท้าทายในการตอบสนองต่อสถานการณ์โควิด-19 ทั้งในด้านการดูแลรักษาพยาบาล การปรับเปลี่ยนบริการการดูแลผู้ป่วย การจัดการสถานที่ การจัดการบุคลากร การจัดการยา เวชภัณฑ์และอุปกรณ์ทางการแพทย์รวมถึงด้านอื่นๆ เช่น การสื่อสาร นอกจากนี้ยังครอบคลุมทั้งบริการที่เกี่ยวข้องกับผู้ป่วยโควิด-19 โดยตรง และผู้ป่วยกลุ่มอื่นๆ ด้วย3. ลักษณะของหอผู้ป่วยเฉพาะกิจในการตอบสนองต่อสถานการณ์โควิด-19 อาจดำเนินการได้ในลักษณะต่างๆ ตามเงื่อนไขความเหมาะสมของสถานการณ์และขีดความสามารถของโรงพยาบาลดังนี้: (1) หอผู้ป่วยวิกฤติสำหรับผู้ป่วยโควิดในระยะวิกฤติ (COVID intensive care unit), (2) หอผู้ป่วยในแยกโรคสำหรับผู้ติดเชื้อโควิด (COVID isolation ward), (3) หอผู้ป่วยเฉพาะกิจเพื่อการพักพิงชั่วคราว (Hospitel ward หรือ Shelter ward), (4) หอผู้ป่วยเฉพาะกิจสำหรับผู้ป่วยระหว่างสอบสวนโรค (PUI Ward หรือ Inpatient ward for patients under investigation), (5) โรงพยาบาลและหอผู้ป่วยภาคสนาม (Field hospital และ Field ward) และคลินิกผู้ป่วยนอกเพื่อการดูแลผู้ป่วยโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ (Acute Respiratory Infection (ARI) clinic) ทั้งนี้ยังไม่นับรวมถึงการเปิดกิจการที่พักชั่วคราวเพื่อการกักกันหรือกักตัวของผู้ป่วย (Quarantine facility) ที่มีการดำเนินการแบบอิสระ ไม่มีระบบการดูแลรักษาพยาบาลที่ดำเนินการโดยโรงพยาบาลเป็นผู้รับผิดชอบในลักษณะที่เป็นการรับการรักษาเป็นผู้ป่วยในของโรงพยาบาล (Inpatient admission)4. การกำหนดองค์ประกอบของประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการจัดการหอผู้ป่วยเฉพาะกิจ และระบบที่เกี่ยวข้องในการตอบสนองของโรงพยาบาลต่อสถานการณ์โควิด-19 โดยรวม สามารถเรียบเรียงได้ตามกรอบของมาตรฐานโรงพยาบาลและบริการสุขภาพ (มาตรฐาน HA) ของสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) หรือ สรพ. ซึ่งสามารถใช้ร่วมกับ แนวทางการจัดเตรียมหอผู้ป่วยเฉพาะกิจ COVID-19 โดยกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ประกอบด้วย (1) การบริหารองค์กร 18 ประเด็น เช่น กลไกการนำองค์กรและการบริหารสถานการณ์, อัตรากำลังและการจัดทีมงาน, ความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงาน, การจัดการเครือข่ายอุปทาน (ยา, เวชภัณฑ์, น้ำยา, อาหาร/น้ำ) รวมถึงการจัดการและควบคุมการใช้ PPE ประเภทต่างๆ เช่น หน้ากากอนามัย ชุดป้องกันการติดเชื้อ เวชภัณฑ์และน้ำยาฆ่าเชื้อ, (2) ระบบงานที่สำคัญของโรงพยาบาล 22 ประเด็น เช่น การเฝ้าระวังการติดเชื้อโควิด-19 ในบุคลากร ผู้ป่วยและผู้เยี่ยมไข้, การปรับระบบและกระบวนการทำงานเพื่อลดความเสี่ยงการติดเชื้อของบุคลากร, สิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อลดความเครียดของผู้ป่วยและผู้ปฏิบัติงาน, การทำความเข้าใจและการประสานความร่วมมือกับชุมชนโดยรอบ, (3) กระบวนการดูแลผู้ป่วย 16 ประเด็น เช่น การออกแบบกระบวนการดูแลผู้ป่วยโดยบุคลากร และการดูแลตนเองในการดำรงชีวิตประจำวันของผู้ป่วยในระหว่างพักรักษาตัว, การดูแลโรคร่วมของผู้ป่วยและการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ, การดูแลสุขภาพจิตใจและสังคม, การดูแลในภาวะฉุกเฉินและเคลื่อนย้ายผู้ป่วย และ (4) การติดตามและทบทวนผลลัพธ์ของการดูแลผู้ป่วย 16 ประเด็น เช่น การรอดชีวิตของผู้ป่วยโควิด-19, การรับผู้ป่วยที่ไม่เหมาะสมเข้ามาดูแลรักษาในหอผู้ป่วยเฉพาะกิจ, ความสำเร็จในการสื่อสารและดูแลผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบ และ ประสิทธิภาพในการบริหารเตียงผู้ป่วยใน ทั้งนี้ ข้อค้นพบที่ได้ ได้รับการบูรณาการไว้กับมาตรฐานโรงพยาบาลและบริการสุขภาพ ฉบับที่มีการปรับปรุงขึ้นใหม่ของ สรพ. แล้ว5. ผลสำรวจโรงพยาบาลเพื่อประเมินผลกระทบและการตอบสนองของโรงพยาบาลในช่วงของการระบาดโควิด-19 ระลอกแรก (มกราคม-มิถุนายน 2563) ที่ได้รับการตอบกลับมาจำนวน 723 แห่ง คิดเป็นอัตราการตอบกลับร้อยละ 55.7 พบว่า โรงพยาบาลที่ตอบกลับกว่าร้อยละ 98 มีการเตรียมการเพื่อรองรับผู้ป่วยโควิด-19 รูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ชี้ให้เห็นว่าสถานการณ์โรคระบาดขนาดใหญ่ (Pandemic) ส่งผลกระทบให้โรงพยาบาลต้องมีการเตรียมความพร้อม ทั้งกลุ่มที่อยู่ในพื้นที่ระบาด และกลุ่มที่อยู่นอกพื้นที่ระบาด (ร้อยละ 40.9 ไม่มีกลุ่มผู้ป่วยโควิด-19 เข้ามารับบริการเลย) โดยผลกระทบต่อการดำเนินงานของโรงพยาบาลที่ชัดเจนที่สุด 3 ลำดับแรกคือ ด้านการจัดการสถานที่ การจัดการยาเวชภัณฑ์และวัสดุทางการแพทย์ และการจัดการบุคลากร6. บริการใหม่ที่มีการเปิดในโรงพยาบาลเพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์โควิด-19 ระลอกแรกมากที่สุดคือ คลินิกโรคทางเดินหายใจ (ARI clinic) แยกออกมาจากคลินิกผู้ป่วยนอกปกติ (ร้อยละ 95.8) รองลงมาคือการเตรียมหอผู้ป่วยในแยกโรค (COVID isolation ward) (ร้อยละ 54.3) และหอผู้ป่วยเฉพาะกิจสำหรับรองรับผู้ป่วยระหว่างสอบสวนโรค (PUI Ward) (ร้อยละ 49.1)7. นววิถีของการจัดบริการและการบริหารจัดการของโรงพยาบาลที่น่าสนใจ 5 เรื่องที่ได้เกิดขึ้นหรือเร่งตัวขยายวงของการใช้ประโยชน์ขึ้นอย่างกว้างขวางและมีการดำเนินการอย่างเป็นระบบมากขึ้น ซึ่งเชื่อได้ว่าจะมีการดำเนินการต่อเนื่องต่อไปหลังจากระยะฟื้นฟูของสถานการณ์โควิด-1…