กำลังโหลดข้อมูล…
Search for a command to run...
ภาคเกษตรกรรมของประเทศไทยถือเป็นแหล่งผลิตอาหารที่สำคัญของโลกและเป็นรากฐานสำคัญต่อการขับเคลื่อนสังคมและระบบเศรษฐกิจของไทยมาเป็นระยะเวลายาวนาน กำลังแรงงานของประเทศที่มีงานทำร้อยละ 31.06 อยู่ในภาคเกษตรกรรม (11.75 ล้านคน จาก 37.82 ล้านคน) (สำนักงานสถิติแห่งชาติ, 2563) โดยเฉพาะในชนบทของประเทศ โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีครัวเรือนประกอบอาชีพด้านเกษตรกรรมมากที่สุดคือ 2,744,457 ราย รองลงมาคือ ภาคเหนือ มีครัวเรือนในภาคเกษตร 1,298,468 ราย ภาคใต้ มีครัวเรือนทำเกษตรกรรม 1,021,479 ราย และภาคกลาง มีครัวเรือนในภาคเกษตร 847,163 ราย แต่ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาผลิตภัณฑ์มวลรวมภาคเกษตรกรรมของประเทศไทยเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณร้อยละ 1.1 ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีอัตราการเติบโตช้าและมีความเปราะบางสูงเนื่องมาจากลักษณะการทำเกษตรของไทยส่วนใหญ่เป็นการผลิตแบบรายย่อยที่ต้องพึ่งพาปัจจัยธรรมชาติเป็นหลัก ครัวเรือนเกษตรกรจำนวนมากถือครองที่ดินขนาดเล็กเพื่อทำกิน เน้นปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่ใช้ระยะเวลาในการเพาะปลูกสั้นเพื่อหารายได้ เกษตรกรจำนวนมากต้องเผชิญกับปัญหาการผลิตด้วยข้อจำกัดในการเข้าถึงทรัพยากรต่าง ๆ ทั้งการเข้าถึงชลประทาน ทำเลที่ตั้ง ทัศนคติและการปรับตัว พันธุ์พืชที่ปลูก ทักษะและประสบการณ์การใช้เทคโนโลยี รวมถึงที่ดินทำกิน การเข้าถึงแหล่งทุน การขาดองค์ความรู้ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องสำหรับการวางแผนการพัฒนาและต่อยอดผลิตภัณฑ์ รวมทั้งยังมีพฤติกรรมขาดการออมและมีแนวโน้มจะมีหนี้สินที่สะสมเรื้อรัง ทำให้เกษตรกรส่วนใหญ่ยังคงมีรายได้น้อย (โดยเฉลี่ยเดือนละ 5,000 บาท) ส่งผลให้เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ในกลุ่มผู้ที่ทำงานสาขาเกษตรกรรม ประกอบกับในปัจจุบันภาคเกษตรไทยกำลังเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้างทั้งการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็วทำให้แรงงานในภาคเกษตรเข้าสู่วัยสูงอายุ ประกอบกับประชากรรุ่นใหม่ที่จะเข้าสู่ภาคเกษตร มีจำนวนน้อยลงและไม่นิยมอาชีพเกษตรกรรมส่งผลให้อายุเฉลี่ยของแรงงานภาคเกษตรสูงขึ้น ประกอบกับจำนวนแรงงานภาคการเกษตรลดลง อาจส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงด้านประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรของไทยในอนาคต นอกเหนือจากการลดลงของศักยภาพการผลิต การเพิ่มขึ้นของแรงงานสูงอายุจะเป็นอุปสรรคอย่างมากต่อการตัดสินใจและเรียนรู้ในกระบวนการทำการเกษตร ตลอดจนมีความสามารถในการใช้ประสิทธิภาพจากเทคโนโลยีที่ต่ำกว่าเกษตรกรอายุน้อย