กำลังโหลดข้อมูล…
Search for a command to run...
โครงการวิจัยและพัฒนาวิทยาการเมล็ดพันธุ์พืชสวนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน มีวัตถุประสงค์ของโครงการ 1) เพื่อพัฒนาวิธีการตรวจสอบความมีชีวิตและวิธีการเก็บรักษาละอองเกสรพืชสวน 2)เพื่อพัฒนาวิธีการตรวจสอบคุณภาพเมล็ดพันธุ์พืชตระกูลฟักแฟง, แพงพวย, มะเขือเทศ, มะเขือ, แตงโม และมะละกอ 3) เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีการเคลือบเมล็ดพันธุ์ร่วมกับสารป้องกันกำจัดโรคแอนแทรคโนสพริก และการเคลือบเมล็ดพันธุ์ร่วมกับเชื้อจุลินทรีย์ปฏิปักษ์เพื่อป้องกันกำจัดโรคเหี่ยวเขียวและโรคเหี่ยวเหลืองมะเขือเทศ และ4) เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีการพอกเมล็ดพันธุ์ผักกาดหอมอย่างมีประสิทธิภาพ โครงการย่อยวิจัยและพัฒนาการตรวจสอบความมีชีวิตและวิธีเก็บรักษาละอองเกสรที่เหมาะสมของพืชผักและพืชสวน งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาวิธีการตรวจสอบความมีชีวิตและวิธีการเก็บรักษาละอองเกสรพืชสวน การศึกษาความมีชีวิตและการวิธีเก็บรักษาละอองเกสรพริก มะเขือ และมะเขือเทศ โดยการตรวจสอบความมีชีวิตด้วยการย้อมสีและสูตรอาหารที่เหมาะสมในการทดสอบความงอกพบว่าสี Acetocarmine, Aniline blue, MTT และ Acid fuchsin สามารถย้อมละอองเกสรพริก มะเชือ และมะเขือเทศได้และสามารถแยกความแตกต่างระหว่างละอองเกสรที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตได้โดยสีย้อมที่มีความเหมาะสมในการตรวจสอบความมีชีวิตของละอองเกสรพริก คือ สี MTT ขณะที่มะเขือ และมะเขือเทศ สีย้อมที่เหมาะสมคือ สี Aceto-carmine ที่ความเข้มข้น 1% ระยะเวลาในการย้อม 10 นาที สูตรอาหารที่เหมาะสมในการทดสอบความงอกของละอองเกสรมะเขือเทศ พบว่าอาหารสูตรของ Brewbaker and Kwack ที่มีการเติมน้ำตาลซูโครสความเข้มข้น 15% ทำให้ละอองเกสรมีการงอกสูงสุด 27.25% วิธีเก็บรักษาละอองเกสรที่เหมาะสมของมะระในตัวทำละลาย ได้แก่ เฮกเซน ไซโคลเฮกเซนและไอโซโพรพานอลละอองเกสรยังคงมีชีวิตสูงถึง 99 เปอร์เซ็นต์ โดยสามารถเก็บได้นานไม่เกิน 21 วัน และการเก็บรักษาละอองเกสรที่อุณหภูมิ 4 -20 และ -196 องศาเซลเซียส สามารถเก็บรักษาละอองเกสรเกสมะระได้นานกว่า 6 เดือน โดยละอองเกสรยังคงมีชีวิตมากกว่า 98% โครงการย่อยวิจัยและพัฒนาวิธีการตรวจสอบคุณภาพเมล็ดพันธุ์พืชผักและไม้ดอก วิธีการตรวจสอบคุณภาพเมล็ดพันธุ์เป็นเครื่องมือสำคัญในการประเมินอายุการเก็บรักษา และความแข็งแรงของเมล็ดพันธุ์ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาวิธีการประเมินความแข็งแรงของเมล็ดพันธุ์มะเขือเทศ โดยทำการพัฒนาวิธีการตรวจสอบความแข็งแรงด้วยวิธีการแทงรากในเมล็ดพันธุ์มะเขือเทศและเมล็ดพันธุ์แตงโม ศึกษาระยะเวลาที่เหมาะสมต่อการประเมินการแทงราก จำนวน 3 ระดับความงอกมาตรฐาน โดยทำการตรวจสอบความงอกมาตรฐาน ความชื้น ความเร็วในการงอก ความแข็งแรงโดยวิธีการเร่งอายุ (AA Test) และตรวจสอบการแทงราก โดยนำไปบ่มในตู้ควบคุมอุณหภูมิ 20 องศาเซลเซียส ตรวจเช็คการแทงรากแรกและบันทึกจำนวนชั่วโมง เป็นเวลา 48 – 120 ชั่วโมง จากการศึกษาเมื่อพิจารณาความสัมพันธ์ของความงอกมาตรฐานและวิธีการตรวจสอบการแทงรากมะเขือเทศและเมล็ดพันธุ์แตงโม (ความยาวรัศมี 2 มม.) แต่ละเวลา พบว่าระยะเวลาที่เหมาะสมต่อการแทงรากของเมล็ดพันธุ์มะเขือเทศและเมล็ดพันธุ์แตงโมคือระยะเวลา 84 ชั่วโมง ดังนั้น การตรวจสอบความแข็งแรงโดยวิธีการแทงรากของเมล็ดพันธุ์มะเขือเทศและเมล็ดพันธุ์แตงโมนั้นมีความเหมาะสมสำหรับการตรวจสอบความแข็งแรง ทั้งนี้การแทงรากสามารถลดขั้นตอนและระยะเวลาให้สั้นลงได้ โครงการย่อยวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการเคลือบเมล็ดต่อคุณภาพเมล็ดพันธุ์พริกและมะเขือเทศ การเคลือบเมล็ดพันธุ์ (Seed coating) เป็นการสะสมของสารในลักษณะเบาบางและมีความหนาอย่างสม่ำเสมอจนเป็นเยื่อบางเกาะติดแน่น ไม่หลุดร่วงคลุมรอบเมล็ดพันธุ์โดยรูปร่างของเมล็ดพันธุ์ไม่มีการเปลี่ยนแปลง เป็นการยกระดับคุณภาพเมล็ดพันธุ์เพิ่มคุณค่าและมูลค่า เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการเคลือบเมล็ดต่อคุณภาพเมล็ดพันธุ์พริกและ มะเขือเทศ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีการเคลือบเมล็ดพันธุ์ร่วมกับสารป้องกันกำจัดโรคแอนแทรคโนสพริก และการเคลือบเมล็ดพันธุ์ร่วมกับเชื้อจุลินทรีย์ปฏิปักษ์เพื่อป้องกันกำจัดโรคเหี่ยวเขียวและโรคเหี่ยวเหลืองมะเขือเทศ ได้เชื้อจุลินทรีย์ที่ประสิทธิภาพในการป้องกันกำจัดเชื้อ Ralstonia solanacearum สาเหตุขของโรคเหี่ยวเขียว คือ Bacillus subtilis (Bs) สายพันธุ์กรมวิชาการเกษตร และชนิดสารเคลือบที่เหมาะสม คือ Carboxy methylcellulose sodium ส่วนการเคลือบเมล็ดพันธุ์มะเขือเทศร่วมกับจุลินทรีย์ปฏิปักษ์ป้องกันโรคเหี่ยวเหลือง ที่เกิดจากเชื้อ Fusarium oxysporum ได้สารเคลือบที่เหมาะสมต่อการรอดชีวิตของเชื้อจุลินทรีย์และคุณภาพหลังการเก็บรักษา คือ กัมอะราบิก ในการศึกษาวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการเคลือบเมล็ดต่อคุณภาพเมล็ดพันธุ์พริก และมะเขือเทศนี้ มีระยะเวลา 3 ปี ซึ่งจะได้ทำการศึกษาและวิจัยเพิ่มเติมต่อไป โครงการย่อยวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการพอกเมล็ดพันธุ์พืชตระกูลผักกาดหอมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การศึกษาวัสดุพอกและวัสดุประสานที่มีผลต่อคุณภาพเมล็ดพันธุ์ผักกาดหอม โครงการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการพอกเมล็ดพันธุ์พืชตระกูลผักกาดหอมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต มีวัตถุปะสงค์เพื่อค้นหาชนิดของวัสดุพอก วัสดุประสาน และสัดส่วนที่เหมาะสมสำหรับการพอกเมล็ดพันธุ์ผักกาดหอม ดำเนินการพอกเมล็ดพันธุ์ผักกาดหอม ด้วยวัสดุพอกและวัสดุประสานตามกรรมวิธีที่กำหนด โดยใช้วัสดุพอกในอัตรา 200 กรัม ต่อวัสดุประสาน (HPMC) ความเข้มข้น 3% อัตรา 90 มิลลิลิตรต่อเมล็ดพันธุ์ผักกาดหอม 5 กรัม หลังจากทำการพอกเมล็ดพันธุ์ผักกาดหอมแล้ว นำก้อนพอกที่ได้ไปทดสอบคุณภาพของเมล็ดพันธุ์ จากการวิจัย พบว่า ความงอกมาตรฐานของเมล็ดพันธุ์ มีความแตกต่างกันทางสถิติ โดยเมล็ดพันธุ์ที่ไม่ผ่านการพอก มีความงอกสูงที่สุด ส่วนกรรมวิธีที่พอกเมล็ดพันธุ์ด้วย CaCO3 + HPMC มีความงอกมาตรฐานรองลงมา คือ มีความงอกมาตรฐาน 86% ความงอกสภาพแปลง พบว่า มีความแตกต่างกันทางสถิติ โดยเมล็ดพันธุ์ที่ไม่ผ่านการพอก มีความงอกสภาพแปลงสูงที่สุด ส่วนกรรมวิธีที่พอกเมล็ดพันธุ์ด้วย CaCO3 + HPMC มีความงอกสภาพแปลงรองลงมา ส่วนความแข็งแรงของเมล็ดพันธุ์โดยวิธีทดสอบความเร็วในการงอกพบว่า เมล็ดพันธุ์ที่ไม่ผ่านการพอก มีความเร็วในการงอกสูงที่สุดอยู่ที่ 21 ต้นต่อวัน ส่วนกรรมวิธีที่พอกเมล็ดพันธุ์ด้วย CaCO3 + HPMC และกรรมวิธีที่พอกเมล็ดพันธุ์ด้วย CaSO4 + HPMC มีความเร็วในการงอก 14 ต้นต่อวัน ซึ่งมีความแตกต่างกันทางสถิติ การทดสอบความชื้นของเมล็ดพันธุ์ พบว่า แต่ละกรรมวิธีมีความแตกต่างกันทางสถิติ โดยกรรมวิธีที่ไม่พอกเมล็ด (เมล็ดพันธุ์ควบคุม) มีความชื้นต่ำที่สุด คือ 7.70 % รองลงมา คือ กรรมวิธีที่พอกเมล็ดพันธุ์ด้วย CaCO3 + HPMC แต่การละลายของก้อนพอก พบว่า มีความแตกต่างกันทางสถิติ โดย กรรมวิธีพอกเมล็ดพันธุ์ CaCO3 + HPMC มีการละลายของก้อนพอก 0.25 นาที ซึ่งไม่มีความแตกต่างกันกับกรรมวิธีไม่พอกเมล็ด (ควบคุม) ในส่วนการทดสอบน้ำหนัก 1,000 เมล็ด พบว่า แต่ละกรรมวิธีมีความแตกต่างกันทางสถิติ โดยกรรมวิธีที่พอกเมล็ดพันธุ์ด้วย CaCO3 + HPMC มีน้ำหนัก 1,000 เมล็ด สูงที่สุด คือ 22.96 กรัม รองลงมา คือ กรรมวิธีพอกเมล็ดพันธุ์ CaCO3 : CaSO4 + HPMC คือ 22.62 กรัม โดยก้อนพอกมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นคิดเป็น 22 เท่า ของ น้ำหนักเมล็ดพันธุ์ผักกาดหอมที่ไม่ผ่านการพอก
เป้าหมายเมื่อจบโครงการ: 6 — 6. Representative of the deliverable demonstrated in relevant environments
ได้เทคโนโลยีการตรวจสอบคุณภาพละอองเกสรและวิธีเก็บรักษาในการเพิ่มประสิทธิภาพการปรับปรุงพันธุ์และการผลิตเมล็ดพันธุ์ผักลูกผสม และสามารถนำวิธีการการตรวจสอบความแข็งแรง ความงอกเมล็ดพันธุ์ ไปประยุกต์ใช้ในห้องปฏิบัติการตรวจสอบคุณภาพเมล็ดพันธุ์ รวมทั้งได้ต้นแบบในระดับห้องปฏิบัติการของการเคลือบเมล็ดพริกและมะเขือเทศ ที่พร้อมนำใปใช้ทดสอบในการสถานการณ์จริง และการพอกเมล็ดพันธุ์ผักกาดหอมร่วมกับสารควบคุมการเจริญเติบโตและธาตุอาหาร จะช่วยให้เมล็ดพันธุ์ผักกาดหอมมีขนาด รูปร่าง คุณภาพ และความแข็งแรง เหมาะสำหรับใช้ร่วมกับเครื่องจักรกลทางการเกษตรในระบบไร้ดิน
หน่วยงานมีการทำการทดลองเบื้องต้นเรื่องการตรวจสอบความมีชีวิตของละอองเกสรพืชและวิธีการเก็บรักษาละอองเกสร มีการใช้โมเดลต้นแบบเทคโนโลยีการตรวจสอบคุณภาพเมล็ดพันธุ์ของสมาคมทดสอบเมล็ดพันธุ์นานาชาติ ISTA Rules ในระดับห้องปฏิบัติการแต่ยังไม่ครอบคลุมเมล็ดพันธุ์พืชทุกชนิดในประเทศไทย มีองค์ความรู้ด้านการใช้ประโยชน์จากเชื้อ Bacillus subtilis และสารเคมีป้องกันกำจัดโรคพริกและมะเขือเทศ ทำการทดลองเบื้องต้นเรื่องวัสดุพอกและวัสดุประสาน ร่วมกับสารควบคุมการเจริญเติบโตและธาตุอาหารที่เหมาะสมสำหรับเมล็ดพันธุ์ผักกาดหอม เพื่อยืนยันหลักการพื้นฐานของเทคโนโลยีการพอกและความเป็นไปได้
เป้าหมายเมื่อจบโครงการ: 6 — 6. solution (s) demonstrated in relevant environment and in co-operation with relevant stakeholders to gain initial feedback on potential impact
มีการถ่ายทอดวิธีการและขั้นตอนตรวจสอบละอองเกสรและวิธีเก็บรักษาละอองเกสรที่ผ่านการประเมินความใช้ได้ของวิธีทั้งในห้องปฏิบัติการและภาคสนาม นำผลงานวิจัยและเทคโนโลยีที่ได้ไปประยุกต์ใช้โดยถ่ายทอดวิธีทดสอบความงอกและความแข็งแรง ให้กับเจ้าหน้าที่ตรวจสอบคุณภาพเมล็ดพันธุ์ การถ่ายทอดเทคนิค และวิธีการดังกล่าวจะเพิ่มโอกาสประสบความสำเร็จในการผลิตพืช นำเทคโนโลยีการเคลือบให้บริการแก่เกษตรกรและผู้ประกอบธุรกิจเมล็ดพันธุ์ เพื่อลดปัญหาด้านโรคพริกและมะเขือเทศ และลดขั้นตอนการเตรียมต้นกล้า รวมถึงลดต้นทุนสารเคมีป้องกันกำจัดโรคพืชในระยะการเพาะปลูกทำให้ได้ผลผลิตที่ปลอดสารพิษ และปลอดภัยต่อเกษตรกรและสิ่งแวดล้อม ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง สามารถลดการนำเข้าเมล็ดพันธุ์ผักกาดหอมพอก สำหรับใช้ในระบบการปลูกพืชแบบไร้ดิน และสามารถพัฒนาใช้กับเมล็ดพันธุ์พืชอื่นที่มีขนาดเล็กได้
นักปรับปรุงพันธุ์และเกษตรกรและผู้ประกอบการด้านการผลิตเมล็ดพันธุ์ผักลูกผสมมีความต้องการพันธุ์และเมล็ดพันธุ์พืชผักคุณภาพดีรวมถึงต้องการองค์ความรู้ด้านเทคนิคการตรวจสอบคุณภาพละอองเกสรและวิธีการเก็บรักษาที่เหมาะสมเพื่อการเพิ่มประสิทธิภาพการปรับปรุงพันธุ์และผลิตเมล็ดพันธุ์ การตรวจสอบรับรองคุณภาพในพืชบางชนิดมีข้อจำกัดเพราะยังไม่มีในกฎการทดสอบคุณภาพเมล็ดพันธุ์ของสมาคมทดสอบเมล็ดพันธุ์นานาชาติ ไม่สามารถรับรองคุณภาพเมล็ดพันธุ์ได้หรือใช้ระยะเวลานาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อหน่วยงานภาครัฐ เกษตรกร และผู้ประกอบการภาคเอกชน การวิจัยพัฒนาวิธีการตรวจสอบความงอก ความแข็งแรง และความมีชีวิตของละอองเกสร จะส่งผลให้ผลผลิตและคุณภาพเมล็ดพันธุ์เพิ่มขึ้น ผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์มีเมล็ดพันธุ์คุณภาพดีสำหรับการเพาะปลูก และปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่มีความชำนาญในการเสียบยอดต้นกล้ามะเขือเทศ และการสัมผัสสารเคมีของเกษตรกรผู้ปลูกพริก ในการฉีดป้องกันโรคพริกระยะกล้า ซึ่งเป็นอันตรายกับสุขภาพ เพื่อให้มีการลดปริมาณการสัมผัสสารเคมีในการเตรียมต้นกล้า และการใช้เชื้อปฏิปักษ์ในการยับยั้งเชื้อสาเหตุ ทำให้เกิดความสะดวกในการปฏิบัติ การพัฒนาระบบการปลูกผักกาดหอมแบบไร้ดิน และลดปัญหาการนำเข้าเมล็ดพันธุ์ผักกาดหอมพอกจากต่างประเทศ จะต้องมีการศึกษาวัสดุพอกและวัสดุประสาน ร่วมกับสารควบคุมการเจริญเติบโตและธาตุอาหารที่เหมาะสมสำหรับเมล็ดพันธุ์ผักกาดหอม