กำลังโหลดข้อมูล…
Search for a command to run...
เศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียถือเป็นเศรษฐกิจแบบเปิด (Open Economy) ที่พึ่งพาการค้าระหว่างประเทศ และเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่าง ประเทศ (International Capital Flows) ที่ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของภูมิภาคและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ในภูมิภาค ซึ่งการเคลื่อนย้ายเงินทุนนั้นมีทั้งข้อดีและข้อเสียที่ประเทศต่างๆ พึงต้องระมัดระวัง โดยการเคลื่อนย้ายของเงินทุนเสรีและเป็นจำนวนมาก ทำให้มีผลกระทบ ในด้านความผันผวนทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น สะท้อนได้จากความเชื่อมโยงของตลาดเงินและตลาดทุนไทยที่มีมากขึ้น ซึ่งเมื่อประเทศใดประเทศหนึ่งเกิดปัญหา ทางเศรษฐกิจก็จะส่งผลกระทบต่อเนื่องภายในภูมิภาค (Contagion Effect) ดังจะเห็นได้จากปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจโลก (Global Financial Crisis) ที่เกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2551 ดังนั้น โครงการวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแบบจำลองศึกษาผลกระทบของเงินทุนเคลื่อนย้ายภายในกลุ่มประเทศอาเซียน+3 และกลุ่มประเทศยุโรป ต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศสมาชิก และการเปรียบเทียบผลกระทบของเงินทุนเคลื่อนย้ายภายในกลุ่มประเทศอาเซียน+3 และกลุ่มประเทศยุโรปที่มีการรวมตัว ทางการเงินมาก่อนหน้า อันจะสามารถทำให้มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่จะสามารถใช้รองรับความผันผวนของสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ โลกและเศรษฐกิจภูมิภาค ในอนาคตและพิจารณาแนวทางความร่วมมือทางการเงินระหว่างประเทศ และนโยบายการเปิดเสรีทางการเงิน และการลงทุน ระหว่างกันของประเทศสมาชิกอาเซียน โดยโครงการวิจัยได้พัฒนาแบบจำลองเพื่อการศึกษาและเปรียบเทียบผลกระทบของเงินทุนเคลื่อนย้ายภายในกลุ่ม ประเทศสมาชิกอาเซียน+3 โดยการศึกษานี้จะมุ่งเน้น การพัฒนาแบบจำลองเพื่อใช้ประโยชน์ในการวิเคราะห์ผลกระทบของเงินทุนเคลื่อนย้ายภายในกลุ่มประเทศ(Intraregional Capital Flow) ต่อตัวแปรเศรษฐกิจ มหภาค (Macroeconomic Variables) ที่สำคัญ 7 ตัวแปรหลัก คือ (1) อัตราการขยายตัวของ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Growth in Gross Domestic Product)(2) อัตราเงินเฟ้อ (Inflation) (3) อัตราดอกเบี้ย (Interest Rate) (4) อัตราแลกเปลี่ยน (Exchange Rate) (5)ดัชนีการลงทุนภายใน ประเทศ (Domestic Investment Index) (6) ดัชนีราคาตลาดหลักทรัพย์ (Stock Exchange Index) (7) อัตราการว่างงาน(Unemployment Rate) สำหรับตัวแปรเงินทุนเคลื่อนย้ายภายในกลุ่มประเทศนั้น ได้แก่ เงินลงทุนโดยตรง ระหว่างประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI) และเงินลงทุนในหลักทรัพย์ (Foreign Portfolio Investment) ทั้งนี้ จำนวนประเทศที่ได้ ศึกษาจะจัดอยู่ในกลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชียที่มีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่และมีบทบาทสำคัญในภูมิภาค ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง อันประกอบด้วย 5 ประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไทย สิงค์โปร์ และมาเลเซีย โดยทำการศึกษาเชิงเปรียบเทียบกับกลุ่มประเทศยุโรป จากผลการศึกษาฯ สามารถสรุปได้ว่าในกรณีของประเทศไทยการลงทุนโดยตรงจากกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน+3 มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสําคัญต่อผลิตภัณฑ์มวลรวม ณ ราคาคงที่ในช่วง 2-3 ไตรมาส หลังจากที่มีการไหลเข้าของการลงทุนโดยตรงจากกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน+3กล่าวคือ หากการไหลเข้า ของเงินลงทุนโดยตรงจากกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน+3 ในช่วง 2 และ 3 ไตรมาสก่อนหน้าปรับตัวเพิ่มขึ้น 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อไตรมาส จะทําให้ผลิตภัณฑ์มวลรวม ณ ราคาคงที่ในไตรมาสปัจจุบันปรับตัว เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.08 และ 0.052 ต่อไตรมาส ตามลําดับ (ขจัดผลทางฤดูกาลแล้ว) อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ นอกจากนั้น การเข้ามาลงทุนของต่างชาติจะช่วยส่งเสริมให้มีการจ้างงานเพิ่มขึ้น และมีการลงทุนใน อุตสาหกรรมต้นน้ําและปลายน้ํารวมถึงมีการผลิตเพื่อการส่งออกมากขึ้น จึงอาจกล่าวได้ว่าการนําเงินลงทุน ของต่างชาตินั้น นอกจากจะเป็นการสนับสนุนผลิตภัณฑ์มวลรวมโดยตรงของประเทศไทยแล้วยังเป็นการ สนับสนุนการบริโภคภาคเอกชน และการส่งออกซึ่งเป็นองค์ประกอบของผลิตภัณฑ์มวลรวมในระยะ 2-3 ไตรมาสหลังจากที่มีเงินลงทุนโดยตรงจากกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน+3 เข้ามายังประเทศไทย ในขณะที่เมื่อพิจารณาผลกระทบของเงินทุนเคลื่อนย้ายต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจทั้งในกลุ่ม ประเทศสมาชิกอาเซียน+3 และในกลุ่มประเทศยุโรป พบว่า ในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน+3 เงินทุน เคลื่อนย้ายในรูปเงินลงทุนโดยตรงจากกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน+3 (Intra-regional FDI) มีผลในเชิง บวกต่ออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของภูมิภาค ในขณะที่พบว่า เงินลงทุนในหลักทรัพย์จากกลุ่ม ประเทศสมาชิกอาเซียน+3 และเงินกู้ยืมจากต่างประเทศไม่มีผลอย่างนัยสําคัญต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ โดยกล่าวได้ว่าการเพิ่มขึ้นของเงินลงทุนโดยตรง ที่ร้อยละ 1.0 ต่อ GDP ส่งผลให้ GDP ขยายตัวเพิ่มขึ้นที่ ร้อยละ 0.083 ต่อปีผลการศึกษานี้สนับสนุนข้อสรุปของผลงานวิจัยส่วนใหญ่ที่กล่าวว่า เงินลงทุนโดยตรง จากต่างประเทศมีผลต่อทั้งการลงทุน และการสร้างประสิทธิภาพการทํางานด้วย (Domestic productivity) เพื่อนําไปสู่การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ในกรณีของกลุ่มประเทศยุโรป การศึกษาพบว่า ทั้งเงินลงทุนโดยตรงและเงินลงทุนในหลักทรัพย์จากกลุ่มประเทศยุโรป (Intra-regional capital flows) ไม่มีผลอย่างนัยสําคัญต่อ GDP อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่าเงินลงทุนโดยตรงที่มาจาก นอกภูมิภาคยุโรปมีผลเชิงบวกต่อเศรษฐกิจโดยพบว่า เมื่อเงินลงทุนโดยตรงเพิ่มสูงขึ้นร้อยละ 1.0 ต่อ GDP ส่งผลให้ GDP เพิ่มสูงขึ้นร้อยละ 0.024 ต่อปี ดังนั้น จะเห็นได้ว่า เงินทุนเคลื่อนย้ายที่ไหลเข้ามาสู่ประเทศในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนมีผลให้ เกิดทั้งผลดีและผลเสีย ส่งผลกระทบทําให้เกิดความผันผวนต่อเศรษฐกิจ โดยขึ้นอยู่กับชนิดของเงินทุน เคลื่อนย้ายระยะยาว หรือระยะสั้น อย่างไรก็ตาม เป็นที่รู้กันดีว่า เงินทุนเคลื่อนย้ายมีส่วนช่วยในการเข้าสู่ แหล่งทุนได้ง่ายขึ้น ทําให้ผลตอบแทนต่อปัจจัยทุนเพิ่มมากขึ้น และยังมีส่วนในการเพิ่มประสิทธิภาพการ ผลิตของประเทศ (Domestic Productivity) จากการศึกษาส่วนใหญ่เน้นไปที่ความผันผวนของการเคลื่อนย้ายของเงินทุน (Volatility of capital flows) ในกลุ่มประเทศเกิดใหม่และประเทศที่กําลังพัฒนา (Emerging and developing countries) ประเทศเหล่านี้ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนของการไหลเข้าและออกของเงินทุน เคลื่อนย้าย ทําให้ผู้ดําเนินด้านนโยบายการเงินต้องเข้าไปกํากับดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อ ประเทศ และสร้างความเสียหายน้อยที่สุด ในระหว่างปี 2541 ถึง 2551 เงินทุนเคลื่อนย้ายจากการลงทุน โดยตรงระหว่างประเทศ (FDI flows) ในกลุ่มประเทศเกิดใหม่และประเทศกําลังพัฒนามีแนวโน้มสูงขึ้น อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศเอเชียกําลังพัฒนาที่เพิ่มสูงขึ้นจาก 53 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2541 มาอยู่ที่ระดับ 140 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แสดงให้เห็นถึงความสําคัญของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อ เศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียอย่างไรก็ตาม การลงทุนในหลักทรัพย์ (Portfolio flows) ยังมีความผันผวนอยู่มาก ซึ่งจะส่งผลต่อประสิทธิภาพการดําเนินนโยบายด้านการเงินของกลุ่มประเทศดังกล่าว ในการนี้โครงการวิจัยฯ ได้มีข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อสนับสนุนการลงทุนโดยตรง (Foreign Direct Investment) และการลงทุนในหลักทรัพย์ (Portfolio Investment) เช่น (1) การปรับลดภาษีอากรการนําเข้า (Tariffs) และมาตรการที่มิใช่ภาษีอากร (Non-Tariff Barriers) ตามพันธกิจที่ประเทศนั้นๆ ได้ตกลงไว้ภายใต้ กรอบ ASEAN Free Trade Agreement และกรอบ World Trade Organization อย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม เพื่อเอื้อประโยชน์ในเรื่องการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศสมาชิก (2) การลดขั้นตอนและเงื่อนไข สําหรับการจัดตั้งบริษัทในประเทศของนักลงทุนจากต่างชาติเพื่อเอื้อประโยชน์ในการเข้ามาลงทุนโดยตรง ของประเทศสมาชิกอื่นๆ ในภูมิภาค อันจะเป็นการสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการจ้างงาน ภายในประเทศ (3) การปรับปรุงระบบขนส่ง โครงสร้างพื้นฐาน สาธารณูปโภคและระบบสื่อสาร เพื่อ สนับสนุนการลงทุนของภาคเอกชนทั้งจากภายในประเทศและภายนอกประเทศและขยายเครือข่ายคมนาคม ขนส่งระหว่างประเทศภายในภูมิภาค (4) พิจาณาลดขั้นตอนและเงื่อนไขของการลงทุนในหลักทรัพย์ของนัก ลงทุนต่างชาติและนักลงทุนในประเทศเพื่อสนับสนุนการพัฒนาตลาดหลักทรัพย์ในประเทศอันเป็นการ สนับสนุนทางเลือกในการระดมทุนให้แก่ภาคเอกชนเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งเป็นการเพิ่มทางเลือกในลงทุนให้กับ นักลงทุนในประเทศที่ต้องการลงทุนในประเทศอื่นในภูมิภาคอย่างไรก็ตาม การพิจารณาปรับลดเงื่อนไข การลงทุนในหลักทรัพย์ของนักลงทุนนี้จําเป็นต้องคํานึงถึงความผันผวนของราคามูลค่าหลักทรัพย์ที่จะ เกิดขึ้นในอนาคต สําหรับข้อเสนอเชิงนโยบายในระดับภูมิภาค (อาเซียน+3) เพื่อสนับสนุนการลงทุน โดยตรง (Foreign Direct Investment) และการลงทุนในหลักทรัพย์ (Portfolio Investment) โดยเห็นควรให้ กลุ่มเศรษฐกิจอาเซียน+3 พิจารณาปรับลดภาษีนําเข้า (Tariffs) และมาตรการที่มิใช่ภาษี (Non-Tariff Barriers) ซึ่งกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน+3 ควรร่วมมือกันเพื่อให้ประเทศสมาชิกทุกประเทศดําเนินการ ตามพันธกิจภายใต้กรอบข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียน (ASEAN Free Trade Agreement) และองค์กรการค้า โลก (World Trade Organization) ในการปรับลดภาษีการนําเข้า (Tariffs) และมาตรการที่มิใช่ภาษี (NonTariff Barriers) อย่างจริงจังและเป็นรูปธรรมมากขึ้น ทั้งนี้เพื่อเอื้อประโยชน์ในเรื่องการค้าและการลงทุน ระหว่างกัน สนับสนุนให้มีการเจรจาระดับทวิภาคีและ/หรือพหุภาคีเพื่อดําเนินโครงการขยายเครือข่ายคมนาคมขนส่งและการสื่อสารระหว่างประเทศภายในภูมิภาคเช่น โครงการสร้างถนนระหว่างชายแดนสอง ประเทศและส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาตลาดพันธบัตรในภูมิภาคเอเชีย (Asian Bo…