กำลังโหลดข้อมูล…
Search for a command to run...
โลกาภิวัตน์ด้านเงินทุนเป็นปรากฏการณ์ที่มีความสำคัญ และประเมินว่าจะทวีความรุนแรงและรวดเร็วยิ่งขึ้นในระยะ 5 - 10 ปีข้างหน้า จากบรรยากาศที่ส่งเสริมการเคลื่อนย้ายเงินทุน ทั้งข้อตกลงและ ความร่วมมือทางการค้าและการลงทุน ตลอดจนแนวโน้มการส่งเสริมการลงทุนในต่างประเทศ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ธุรกรรมใหม่ ๆ ทางการเงิน ทั้งนี้ แนวโน้มดังกล่าวมีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมในทุกระดับตั้งแต่ระดับโลก ภูมิภาคเอเชีย รวมทั้งประเทศไทย อย่างไรก็ตามยังไม่มีการศึกษาแนวทางรองรับกระแสโลกาภิวัตน์ด้านเงินทุนสำหรับตลาดทุนไทยอย่างเป็นระบบมาก่อน การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอนโยบายและแนวทางที่เหมาะสมในการรองรับกระแส โลกาภิวัตน์ด้านเงินทุนสำหรับตลาดทุนไทย โดยสาระสำคัญมี 5 ส่วนคือ 1) การวิเคราะห์แนวโน้มและ ความเสี่ยงที่สำคัญของกระแสโลกาภิวัตน์ด้านเงินทุน 2) การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของตลาดทุนไทยและตลาดทุนโลก 3) การพัฒนาแบบจำลองเศรษฐมิติการเคลื่อนย้ายเงินทุนเพื่อใช้ประเมินผลกระทบของ เงินทุนโลก ต่อเศรษฐกิจและตลาดทุนไทย 4) การวิเคราะห์โอกาสและความเสี่ยงที่สำคัญต่อตลาดทุนไทยของโลกาภิวัตน์ด้านเงินทุน และ 5) ข้อเสนอแนะสำหรับรองรับโลกาภิวัตน์ด้านเงินทุน สรุปได้ดังนี้ 1. ความเสี่ยงที่สำคัญจากกระแสโลกาภิวัตน์ด้านเงินทุน 1.1 ความเสี่ยงจากความผันผวน การไหลกลับอย่างเฉียบพลัน และการเกิดวิกฤตการเงิน (Volatility, Reversal and Crisis Risks) จากการวิเคราะห์พบว่าความเสี่ยงและปัญหาที่สำคัญที่สุดของการเคลื่อนย้ายเงินทุนคือ ความผันผวน การไหลกลับอย่างเฉียบพลัน และการเกิดวิกฤตการเงิน จากการเชื่อมโยงทางการเงินระหว่างประเทศมีระดับสูงมากขึ้น ส่งผลให้ผลกระทบทางปัจจัยเศรษฐกิจต่าง ๆ (Economic shocks) ของต่างประเทศสามารถส่งผลถึงกันได้มากขึ้นผ่านตลาดการเงิน ก่อให้เกิดความผันผวนในตลาดการเงินและเพิ่มโอกาสในการเกิดวิกฤตการเงินสูงขึ้น การเคลื่อนย้ายเงินทุนมีการเคลื่อนย้ายอย่างรวดเร็ว มีความผันผวนต่อเนื่อง และบ่อยครั้งที่มีการไหลออกอย่างเฉียบพลัน (Reversal) ซึ่งสร้างปัญหาให้กับตลาดการเงิน รวมทั้งเศรษฐกิจโดยรวมได้ โดยในกรณีที่รุนแรงก็เป็นสาเหตุของการเกิดวิกฤตการเงินได้โดยเฉพาะในประเทศ กำลังพัฒนาที่ตลาดการเงินยังมีระดับการพัฒนาต่ำกว่า และพึ่งพาเงินทุนจากต่างประเทศสูง 1.2 ความเสี่ยงจากสภาพคล่องท่วมท้น (Excessive Liquidity Risks) ความเสี่ยงจากกระแสโลกาภิวัตน์ ที่สำคัญอีกประการคือ ความเสี่ยงจากสภาพคล่องหรือปริมาณเงินทุนโลกที่ท่วมท้น มีสาเหตุจากทรัพย์สิน ทางการเงินโลกและการเคลื่อนย้ายเงินทุนเติบโตอย่างมาก และท่วมท้นโลก ได้สร้างความเสี่ยงต่อระบบเศรษฐกิจการเงินโลกอย่างไม่เคยมีมาก่อน ในปี 2007 อัตราขยายตัวของสินทรัพย์ทางการเงินเพิ่มขึ้น ร้อยละ 18 ในขณะที่มีอัตราการขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 9.01 ในช่วงปี 1990 – 2006 ส่งผลให้ทรัพย์สินโลกต่อ Global GDP คิดเป็นร้อยละ 356 ในปี 2007 จากร้อยละ 120 ในปี 1980 ส่วนการเคลื่อนย้ายเงินทุน มีอัตราการขยายตัวร้อยละ 19.1 ในปี 2007ในขณะที่มีอัตราการขยายตัวร้อยละ 14.6 ในช่วงปี 1990-2006 และส่งผลให้การเคลื่อนย้ายเงินทุนต่อ Global GDP คิดเป็นร้อยละ 20.5 ในปี 2007 จากร้อยละ 3.7 ในปี 1980 ซึ่งปัญหาเงินทุนท่วมท้นนี้ส่งผลให้เกิดปัญหาสำคัญในประเทศต่าง ๆ คือ 1) ปัญหาสินเชื่อ การลงทุน และฟองสบู่ในราคาสินทรัพย์ (Credit, Investment and Asset Price Bubbles) 2) ปัญหาของอัตราแลกเปลี่ยน (Exchange Rate Problems) และ 3) ปัญหาในงบดุล (Balance-sheet Problems) ของภาคธุรกิจ 1.3 ความเสี่ยงจากเครื่องมือทางการเงิน (Financial Instrument Risks) ความเสี่ยงจากตราสารทางการเงินเป็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่ ตามกระแสโลกาภิวัตน์ด้านเงินทุน ที่ทำให้เทคโนโลยีทางการเงิน มีการใช้อย่างแพร่หลาย ไปทั้งโลกอย่างรวดเร็ว สร้างประโยชน์ให้ระบบการเงินอย่างมาก ในขณะเดียวกันก็สร้างปัญหาอย่างมาก หากไม่มีความรู้ มีการทุจริต หรือกำกับดูแลอย่างไม่เหมาะสม ตราสารการเงินนี้มีส่วนสำคัญในการสร้างความเสี่ยงและส่งผลให้เกิดวิกฤต sub-prime ที่ขยายวงกว้างกลายเป็นวิกฤตการเงินโลกในที่สุด 1.4 ความเสี่ยงจากนักลงทุนขนาดใหญ่ (Large Scale Investor Risks) แนวโน้มที่สำคัญในตลาดทุนโลก คือ การเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วของนักลงทุนสถาบัน เช่น Hedge funds, Sovereign wealth funds, Pension funds และ Mutual funds และประเมินว่ากลุ่มที่เสี่ยงกว่ากลุ่มอื่นคือ Hedge funds ถึงแม้ว่า Hedge funds จะมีขนาดเพียงร้อยละ 5 ของทรัพย์สินภายใต้การบริหารของกองทุนต่าง ๆ ทั่วโลก อย่างไรก็ตาม Hedge funds มีพฤติกรรมการซื้อขายหลักทรัพย์อย่างรวดเร็วและในปริมาณที่สูง มีการประมาณว่า มีการซื้อขายที่ระหว่างร้อยละ 30 – 50 ของปริมาณการซื้อขายต่อวัน (Daily turnover) ของ New York Stock Exchange (NYSE) และ London Stock Exchange (LSE) การลงทุนของ Hedge funds ขนาดใหญ่ สามารถส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของระบบการเงินได้ โดยแนวโน้มการลงทุนของ Hedge funds ในภูมิภาคต่าง ๆ ของโลกซึ่งขยายตัวอย่างรวดเร็วและมีลักษณะเป็นการลงทุนที่เคลื่อนย้ายระหว่างตลาดอย่างรวดเร็วในปริมาณสูงเมื่อเห็นปัญหาหรือโอกาสที่ดีกว่า ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อความมั่นคงของระบบการเงินได้ โดยเฉพาะในตลาดเกิดใหม่ (Emerging markets) ซึ่งมีขนาดเล็กและมีสภาพคล่องต่ำ 1.5 ความเสี่ยงทางภูมิเศรษฐกิจ (Geo-economic Risks) ความเสี่ยงจากกระแสโลกาภิวัตน์ด้านเงินทุนเกิดขึ้นทั่วโลก แต่เมื่อพิจารณาในมิติของภูมิเศรษฐกิจแล้ว พบว่าแหล่งที่มาของความเสี่ยงมีไม่เท่ากัน จากการวิเคราะห์ของ IMF (2009) ชี้ว่าความเสี่ยงกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่เพิ่มขึ้นร้อยละ 50 (เทียบตุลาคม 2008 กับเมษายน 2009) และเป็นการปรับเพิ่มระดับความเสี่ยงมากที่สุด เมื่อเทียบกับแหล่งความเสี่ยงอื่น ต่อเสถียรภาพการเงินโลก (Risks to Global Financial Stability) และเมื่อพิจารณาจากแนวโน้มเงินทุนโลกพบว่ากลุ่มประเทศเอเชียตะวันออก ทวีความสำคัญในการส่งออกเงินทุน และทวีความสำคัญในฐานะกลุ่มประเทศที่ชี้นำทิศทางการเคลื่อนย้ายเงินทุน จากสถิติกลุ่มประเทศนี้เป็นผู้ส่งออกเงินทุนสุทธิสูงที่สุดในโลกในปี 2007 จำนวน539 พันล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 38.8 ของการส่งออกเงินทุนสุทธิของโลก จากบทบาทที่มีความสำคัญมากของกลุ่มเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออก ดังนั้น หากเกิดการเปลี่ยนแปลงหรือปัญหาทางการเงินหรือเศรษฐกิจขึ้นในประเทศดังกล่าว ก็อาจส่งผลต่อการไหลเข้าออกของเงินทุนโลกได้ โดยเฉพาะประเทศส่วนใหญ่ในภูมิภาคดังกล่าว อยู่ในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging markets) ซึ่งมีความเปราะบางในโครงสร้างตลาดการเงิน ความไม่สมดุลของเศรษฐกิจ จึงมีโอกาสเกิดปัญหาทางเศรษฐกิจ สามารถสร้างความผันผวนต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุนโลกได้ 2. ความสัมพันธ์ระหว่างตลาดทุนไทยและตลาดทุนโลก 2.1 ตลาดทุนไทยมีขนาดเล็กลง เมื่อพิจารณาดัชนีหลักทรัพย์ไทยและดัชนีหลักทรัพย์ของโลกในระหว่างปี 1991-2008 จะเห็นได้ว่าตลอดระยะเวลา 17 ปีที่ผ่านมา ดัชนีหลักทรัพย์ไทยหดตัวลง ขณะที่ดัชนีหลักทรัพย์ในตลาดทุนต่างประเทศอื่น ๆ มีการปรับตัวสูงขึ้น กล่าวคือ ดัชนีหลักทรัพย์ไทย (SET) ณ สิ้นปี 2008 มีสัดส่วนที่ 0.68 ของดัชนีเมื่อปี 1991 ขณะที่ดัชนีหลักทรัพย์ของต่างประเทศส่วนใหญ่มีการปรับตัวสูงกว่าในปี 1991 มาก เช่น ในปี 2008 ดัชนีหลักทรัพย์ Hang Seng (HSI) ของฮ่องกง ปรับตัวสูงขึ้นจากปี 1991 กว่า 4.4 เท่า ดัชนี JKSE ของอินโดนีเซีย ปรับเพิ่ม 3.5 เท่า ดัชนี DJIA ของสหรัฐปรับเพิ่มขึ้น 3.2 เท่า ดัชนี FTSE ของอังกฤษ ปรับเพิ่มขึ้น 2 .0 เท่า ดัชนี KS11 ของเกาหลีและดัชนี STI ของสิงค์โปร์ ปรับเพิ่ม 1.76 เท่า มีเพียงดัชนี NIX ของญี่ปุ่นที่ปรับตัวลงเหลือ 0.38 เท่า 2.2 ตลาดทุนไทยมีขนาดเล็ก ผลิตภัณฑ์ไม่หลากหลายและมีบทบาทน้อยในตลาดทุนโลก โดย market capitalization ของ SET มีขนาดเพียง 103.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่มาเลเซียมีขนาดถึง189.1 ทั้งที่ประเทศไทยมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่กว่าของประเทศมาเลเซีย และเมื่อพิจารณาบทบาทของตลาดทุนไทยเทียบกับตลาดทุนอื่น โดยใช้MSCI Far East Ex Japan Index พบว่า น้ำหนักของ SET ในดัชนีหลักทรัพย์ระหว่างประเทศมีสัดส่วนร้อยละ 2.4 (น้ำหนักของ GDP ของไทยอยู่ที่ 3.7) ขณะที่เกาหลีใต้ ไต้หวัน และฮ่องกงมีสัดส่วนร้อยละ 23.4 18.9 และ14.7 ตามลำดับ สำหรับผลิตภัณฑ์นั้นประเทศไทยยังขาด Currency Futures, Currency Options, Interest Rate Futures และ Interest rate Options ในขณะที่ประเทศที่มีระดับการพัฒนาใกล้เคียงมีผลิตภัณฑ์ดังกล่าว 2.3 ตลาดทุนไทยมีความสัมพันธ์กับตลาดทุนต่างประเทศมากขึ้น จากสถิติ พบว่าการเชื่อมโยงของตลาดทุนไทยกับตลาดทุนต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะหลังช่วงเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในปี 1997 เป็นต้นมา ในระหว่างปี 2000-2008 ความสัมพันธ์ของตลาดทุนไทยและตลาดทุนต่างประเทศมีความสัมพันธ์มากขึ้นและเป็นไปในทิศทางเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉลี่ยค่าสหสัมพันธ์ 0.537 ช่วงหลังวิกฤต (2000- 2008) สูงขึ้นมากจากค่าเฉลี่ย 0.296 ของช่วงก่อนวิกฤติ (1991 – 1996) 2.4 นักลงทุนต่างชาติช่วยสร้างเสถียรภาพตลาดทุนไทย จากการวิเคราะห์ค่าสหสัมพันธ์ (Correlation) ระหว่างการซื้อขายสะสมของนักลงทุนต่างชาติ นักลงทุนสถาบัน และนักลงทุนรายย่อย และ SET พบว่านักลงทุนต่างชาติช่วยรักษาเสถียรภาพตลาดทุนไทยมาก โดยมีการลงทุนในลักษณะ Counter-cyclical ในช่วงตลาดซบเซา ปี 1995-1996 และ 1997 – 1999 หมายถึงซื้อในขณะที่ตลาดเป็นขาลง และลงทุนในลักษณะ Pro-cyclical ในช่วงปี 2000 – 2007 ที่ตลาดเริ่มมีการฟื้นตัว สำหรับนักลงทุนสถาบันและนัก…