กำลังโหลดข้อมูล…
Search for a command to run...
โครงการวิจัยเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาตามมาตรฐานการศึกษาของชาติและพัฒนาการเรียนรู้เพื่อนำประเทศไทยก้าวข้ามกับดักประเทศรายได้ปานกลาง มีแนวคิดในการดำเนินการที่เชื่อว่าระบบการศึกษาที่มีคุณภาพจะเป็นกลไกในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีคุณภาพ สามารถแข่งขันได้กับต่างประเทศ และ เป็นตัวขับเคลื่อนพาประเทศไทยก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง ทั้งนี้ ขอบเขตในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ จะศึกษาเน้นศึกษาการพัฒนาการจัดการศึกษาใน ๒ ประเด็น คือ การยกระดับมาตรฐานการศึกษาของชาติ และการพัฒนาการเรียนรู้ของคนไทย ซึ่งขั้นตอนในการดำเนินการศึกษาวิจัย ประกอบด้วย ๑) แนวคิดการจัดการศึกษาเพื่อพาประเทศไทยก้าวข้ามกับดักรายได้ปนกลาง เป็นขั้นตอนในการศึกษา วิเคราะห์ ทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับทฤษฎี รายงานวิจัย องค์ความรู้ นโยบาย แผน และยุทธศาสตร์ทางการศึกษาที่เชื่อมโยงกับกับดักรายได้ปานกลาง และตัวอย่างความสำเร็จของต่างประเทศในการก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง ๒) แนวทางการพัฒนาการจัดการศึกษา ซึ่งในโครงการวิจัยครั้งนี้ จะมุ่งเน้นศึกษาใน ๒ ประเด็นหลัก คือ การยกระดับมาตรฐานการศึกษาของชาติ และการพัฒนาการเรียนรู้ของคนไทย เพื่อหาปัจจัยทางการศึกษาที่ส่งผลต่อการก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง อาทิ มาตรฐานการศึกษาระดับพื้นที่/สถานศึกษา ระบบประกันคุณภาพการศึกษา หลักสูตรการศึกษา การบริหารสถานศึกษา การจัดการเรียนรู้/การสอน การมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา ๓) แนวทางการดำเนินการวิจัย เมื่อทราบถึงแนวคิดในการจัดการศึกษาเพื่อพาประเทศไทยก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางในขั้นตอนที่ ๒ และประเด็นแนวทางการพัฒนาการจัดการศึกษาในขั้นตอนที่ ๒ แล้ว โครงการวิจัยครั้งนี้ ได้ดำเนินการจัดทำโครงการวิจัย/กิจกรรมย่อยเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการ ดังนี้ ๓.๑) การพัฒนาระบบประกันคุณภาพการศึกษา หลักสูตรการศึกษา และการจัดการเรียนการสอนตามมาตรฐานการศึกษาของชาติ ประกอบด้วยโครงการวิจัย ดังนี้ ๑) โครงการศึกษาการจัดทำระบบการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษาโดยใช้แนวคิด OKRs : Objective and Key Results โดยมี ศ.ดร.นภดล ร่มโพธิ์ และคณะจากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นที่ปรึกษาในการดำเนินการวิจัย ๒) โครงการการศึกษากรอบสมรรถนะหลักผู้เรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน และแนวทางพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน รศ.ดร.ทิศนา แขมมณี และคณะเป็นที่ปรึกษาในการดำเนินการวิจัย ๓.๒) รูปแบบการเรียนรู้ของคนไทยในศตวรรษที่ ๒๑ ในแต่ละช่วงวัย โดยในการโครงการวิจัยครั้งนี้ จะทำการศึกษาใน ๒ ช่วงวัยเป็นหลัก คือ วัยเรียน (กลุ่มเด็กและเยาวชน) และวัยผู้สูงอายุ ประกอบด้วยโครงการวิจัย ดังนี้ ๑) โครงการศึกษาแนวทางการพัฒนาการเรียนรู้ของคนไทยแต่ละช่วงวัย : กลุ่มเด็กและเยาวชน โดยมีสำนักมาตรฐานการศึกษาและพัฒนาการเรียนรู้ เป็นผู้ดำเนินการวิจัย ๒) โครงการวิจัย เรื่อง รูปแบบและแนวทางการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชนรุ่นใหม่ (Generation Z) โดยมีคณะวิทยาการการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นที่ปรึกษาในการดำเนินการวิจัย ๓) โครงการจัดทำมาตรฐานการจัดการศึกษาผู้สูงอายุตามกรอบมาตรฐานการศึกษาของชาติ โดยมี ผศ. ดร.ณัฐญา นาคะสันต์ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม เป็นที่ปรึกษาในการดำเนินการวิจัย ๓.๓) การพัฒนามาตรฐานการศึกษาให้สอดคล้องกับอัตลักษณ์ ความต้องการ และภูมิสังคม ประกอบด้วยโครงการวิจัย ดังนี้ ๑) โครงการศึกษาการจัดการศึกษาตามมาตรฐานการศึกษาของชาติที่สอดคล้องกับอัตลักษณ์ ความต้องการและภูมิสังคม โดยมีสำนักมาตรฐานการศึกษาและพัฒนาการเรียนรู้ เป็นผู้ดำเนินการวิจัย ๓.๔) รูปแบบ/แนวทางการพัฒนาการศึกษาที่พาประเทศไทยก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง เป็นสรุปผลและสังเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการศึกษาในขั้นตอนที่ ๑ โดยแต่ละโครงการที่กล่าวมา มีผลการศึกษา ดังนี้ โครงการที่ 1 การศึกษาการจัดทำระบบการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษาโดยใช้แนวคิด OKRs : Objective and Key Results โดยมี ศ.ดร.นภดล ร่มโพธิ์ และคณะจากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นที่ปรึกษาในการดำเนินการวิจัย ในปัจจุบันสถานศึกษาแต่ละแห่งจะได้รับอิสระในการออกแบบระบบการประกันคุณภาพ เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานการศึกษาในแต่ละระดับและประเภทของสถานศึกษาแล้ว สิ่งที่ยังต้องพิจารณาต่อ คือ หลายสถานศึกษาก็ยังไม่ทราบถึงทางเลือกที่มี เนื่องจากผู้บริหารสถานศึกษาหลาย ๆ คนอาจจะไม่ได้มีความรู้ความเชี่ยวชาญในเรื่องการบริหารองค์กรดีพอ หรืออาจจะยังคงคุ้นเคยกับระบบเดิม ๆ ที่มีคำสั่งมาจากส่วนกลางให้ปฏิบัติ ประกอบกับในโลกของการบริหารองค์กรในปัจจุบันมีเครื่องมือบริหารต่าง ๆ ที่มีประโยชน์อยู่มากมาย ที่องค์กรสามารถนำไปใช้ในการบริหารและพัฒนาองค์กร จึงเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ หากผู้บริหารได้ทราบถึงเครื่องมือการบริหารองค์กรเหล่านั้น นอกจากนั้น ต้องยอมรับว่าในโลกปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงในทุกด้านอย่างรวดเร็ว การบริหารองค์กรแบบเดิม อาจจะไม่สามารถทำให้องค์กรอยู่รอดได้ในระยะยาว ตามที่มีตัวอย่างให้เห็นมากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรภาครัฐหรือในภาคเอกชน สถานศึกษาซึ่งเป็นองค์กรที่สำคัญองค์กรหนึ่งจะต้องทำการปรับตัว เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงซึ่งเกิดขึ้นนี้ ซึ่งทำให้ผู้บริหารสถานศึกษาจำเป็นต้องเรียนรู้ถึงเครื่องมือการบริหารใหม่ๆ ที่จะนำพาสถานศึกษาไปสู่ความสำเร็จ เครื่องมือการบริหารองค์กรในปัจจุบันที่กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ได้แก่ แนวคิดที่เรียกว่า Objective and Key Results หรือเรียกย่อ ๆ ว่า OKRs เป็นแนวคิดที่นับว่าน่าสนใจและเป็นประโยชน์ในการพัฒนาองค์กรเป็นอย่างยิ่ง แนวคิดนี้เกิดขึ้นที่บริษัท Intel และถูกนำมาใช้กับบริษัท Google และมีส่วนช่วยให้ Google กลายเป็นบริษัทที่ประสบความสำเร็จในระดับโลกในปัจจุบัน นอกจาก Google แล้ว OKRs ยังถูกนำไปใช้กับองค์กรหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น Startup บริษัทเอกชนขนาดเล็ก บริษัทเอกชนขนาดใหญ่ องค์กรที่ไม่มุ่งแสวงหาผลกำไรหรือแม้กระทั่งภาครัฐ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ และเมื่อองค์กรเหล่านี้ได้ประโยชน์จากการใช้ OKRs ในการบริหารองค์กร จึงเป็นที่น่าสนใจว่า OKRs จะสามารถนำมาใช้ในการบริหารจัดการสถานศึกษาในประเทศไทยได้หรือไม่ อย่างไร OKRs เป็นเครื่องที่เสมือนเป็นนวัตกรรมทางการบริหารจัดการที่มีการนำมาประยุกต์ใช้ในปี ค.ศ. 1999 โดย บริษัท Google (Fitzpatrick, 2018, p.334) และเป็นที่นิยมแพร่หลายในบริษัทด้านเทคโนโลยีอื่น ๆ ในเวลาต่อมาอย่างเช่น Twitter และ Zynga (Pincus, 2010; Klau, 2013; Wagner, 2015; Dunkerley & Erturk, 2018) ซึ่งมีองค์ประกอบสำคัญ คือ วัตถุประสงค์ และผลลัพธ์ โดย “วัตถุประสงค์” หรือ “Objectives” หมายถึง เป้าหมายเชิงคุณภาพที่กำหนดขึ้นเพื่อเป็นทิศทางในการขับเคลื่อนองค์กร ส่วน “ผลลัพธ์” หรือ “Key Results” หมายถึง ดัชนีหรือตัวบ่งชี้ในเชิงปริมาณที่วัดระดับความสำเร็จของวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายเชิงคุณภาพนั้น ๆ ที่ตั้งเอาไว้ (Niven & Lamorte, 2016, P.534; Jamison, 2019, p.17) OKRs เป็นการบริหารที่ถ่ายเทอำนาจการบริหารที่เน้นการมีส่วนร่วมจากบุคลากรทุกระดับในองค์กร กล่าวคือขณะที่ผู้บังคับบัญชาเป็นผู้กำหนดวัตถุประสงค์อันเป็นเป้าหมายหลักที่ถ่ายทอดมาจากวิสัยทัศน์หรือกลยุทธ์องค์กร ผู้ใต้บังคับบัญชาทั้งในระดับบุคคลและทีมก็จะมีหน้าที่ในการกำหนดเป้าหมายตามหน้าที่ของตนเพื่อให้ได้มาซึ่งผลลัพธ์ที่ตอบสนองต่อวัตถุประสงค์ที่เป็นเป้าหมายหลักนั้นต่อไป (Dunkerley & Erturk, 2018) ซึ่งการกำหนด “วัตถุประสงค์” หรือเป้าหมายที่ดีจะต้องมีลักษณะที่ท้าทายแต่ไม่ยากจนเกินความสามารถ ส่วน “ผลลัพธ์” จะต้องเชื่อมโยงกับวัตถุประสงค์ สามารถดำเนินการให้บรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ได้อย่างชัดเจน และสามารถวัดและประเมินผลได้ (Yarrow, 2014;Adler, 2014, p.23) ดังสะท้อนได้จากหลักการบริหารองค์กรด้วย OKRs ขององค์กรต้นฉบับอย่าง Google ที่มีการมุ่งพัฒนาเป้าหมายที่มีความชัดเจนส่งผ่านไปยังในทุกส่วนขององค์กร อันจะนำมาซึ่งการรับรู้ เข้าใจ และร่วมมือร่วมใจกันในการขับเคลื่อนและผลักดันเป้าหมายนั้นไปสู่ผลลัพธ์ที่คาดหวังไว้ การบริหารจัดการด้วย OKRs ไม่เพียงแต่จะทำให้บุคลากรทราบว่าเขาจะต้องทำ “อะไร” เพื่อให้เป้าหมายหรือวัตถุประสงค์นั้นนำไปสู่การเกิดเป็นผลลัพธ์ในปลายทาง แต่ OKRs ยังทำให้บุคลากรทราบด้วยว่าจะมีวิธีการ “อย่างไร” บ้างที่จะช่วยขับเคลื่อนองค์กร และ “เมื่อไหร่” จึงมีความจำเป็นที่ต้องใช้วิธีการดังกล่าวนั้น (Fitzpatrick, 2018, p.334) ขั้นตอนหลักในการนำเอา OKRs ไปใช้ในทางปฏิบัติ 1. การทำความเข้าใจในแนวคิดของ OKRs เพื่อให้การนำเอา OKRs ไปใช้เกิดผลสูงสุด สถานศึกษาควรจะทำความเข้าใจในแนวคิด OKRs ให้กับบุคลากรทุกคนในองค์กร เพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกัน ไม่เช่นนั้นหากมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนแล้ว จะทำให้เกิดความสับสนในองค์กร 2. เริ่มต้นออกแบบ OKRs ในการออกแบบ OKRs นั้น ผู้บริหารระดับสูงสุดของสถานศึกษาจะต้องออกแบบ OKRs ของสถานศึกษาขึ้นมาก่อน และจึงให้ผู้บริหารรองลงมาออกแบบ OKRs ของตนเอง และค่อยเป็นครูหรืออาจารย์แต่ละท่านออกแบบ OKRs ไปตามลำดับขั้น 3. สื่อสารให้ทุกคนเข้าใจวิธีการนำเอา OKRs ไปใช้ หลังจากทำการออกแบบ OKRs เสร็จเรียบร้อยแล้ว องค์กรควรจะทำความเข้าใจกับทุกคนในองค์กร ถึงการนำเอา OKRs มาใช้ เช่น ในเรื่องการประเมินผลการทำงาน หรือเรื่องอื่น ๆ ที่จะได้นำเสนอต่อไป 4. เริ่มนำไปใช้ในทางปฏิบัติ วิธีหนึ่งที่จะทำให้ทุกคนในองค์กรสามารถเข้าใจในการใช้ OKRs ได้เป็นอย่างดี คือการเริ่มนำไปใช้จริง เพราะในระ…