กำลังโหลดข้อมูล…
Search for a command to run...
บทคัดย่องานวิจัยเรื่อง กลไกการสร้างความไว้วางใจของรัฐด้วยนโยบายพหุวัฒนธรรมในสามจังหวัดชายแดนใต้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพที่มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อวิเคราะห์นโยบายพหุวัฒนธรรมในงานของภาครัฐที่นาไปปรับใช้ในพื้นที่ชายแดนใต้ และเพื่อทราบถึงความรับรู้และความเข้าใจต่อนโยบายพหุวัฒนธรรมของรัฐจากผู้ที่ส่วนเกี่ยวข้องแต่ละ track เพื่อให้เห็นว่าแต่ละระดับ (track) มองนโยบายพหุวัฒนธรรมที่นาไปใช้ในชายแดนภาคใต้ว่าเป็นอย่างไร อันจะนามาสู่การแก้ปัญหาอย่างตรงจุดต่อไป ที่ใช้แนวทางการเก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก จากผู้ให้ข้อมูลทั้ง 3 tracks อันได้แก่ track 1 คือผู้กาหนดนโยบาย ได้แก่ สานักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ศูนย์อานวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) และ กองอานวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน. ภ.4 สน.) ส่วน track 2 ได้แก่นักวิชาการนักการเมือง และภาคประชาสังคมที่ทางานขับเคลื่อนประเด็นสันติภาพในพื้นที่และคุ้นเคยกับแนวคิดพหุวัฒนธรรมที่นาไปใช้ในพื้นที่ และ track 3 คือชาวบ้านและประชาชนทั่วไปที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดนใต้ทั้งกลุ่มที่เป็นไทยพุทธ และมลายูมุสลิม เพื่อรับฟังมุมมองของทั้งสองกลุ่มอย่างเท่าเทียมกัน และใช้แนวคิดพหุวัฒนธรรมและแนวคิดความไว้วางใจมาวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้ในพื้นที่ โดยเฉพาะตัวอย่างพหุวัฒนธรรมจากประเทศแคนาดา อันจะทาให้เห็นถึงการหลักการของแนวคิดพหุวัฒนธรรมในนโยบายอย่างเด่นชัดที่สุด โดยมีข้อค้นพบตามวัตถุประสงค์ ดังนี้แนวคิดพหุวัฒนธรรมเป็นแนวคิดที่เกิดขึ้นในช่วงปี 1970 ที่เน้นให้ความสาคัญกับเรื่องความเท่าเทียมที่มองว่าสิทธิทางวัฒนธรรมเป็นส่วนขยายจากสิทธิมนุษยชน แนวคิดพหุวัฒนธรรมไปใช้ในเชิงนโยบายของประเทศแคนาดา ที่ในช่วงนั้นมีความขัดแย้งกันของผู้คนในหลากหลายระดับ ทั้งชนพื้นเมืองกับเจ้าอาณานิคมเจ้าอาณานิคมอังกฤษและฝรั่งเศส รวมถึงเรื่องของผู้อพยพที่เข้ามาเป็นปัญหาในภายหลังด้วย ได้ถูกปรับมาเป็นแนวนโยบายในปี 1987 มีการออก พรบ. พหุวัฒนธรรม ในขณะเดียวกันก็มีกลุ่มที่ไม่รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายพหุวัฒนธรรมของแคนาดานั่นคือกลุ่มชนพื้นเมืองมองตนเองว่าไม่ใช่ชาวแคนาดา ที่ต้องการสิทธิในการดูแลตนเอง ซึ่งกลุ่มนี้อาจเป็นตัวอย่างกรณีศึกษาที่น่าสนใจสาหรับประเด็นปัญหาชายแดนใต้ของไทยได้ แม้ในระยะแรกมีปัญหาในการปรับนโยบายเพื่อให้สอดรับ แต่ก็ยังมีข้อเรียกร้องอยู่ ทั้งนี้รัฐบาลแคนาดาก็มีแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เป็นไปในทิศทางบวก ในขณะที่ประเทศไทยมีความพยายามในการใช้แนวคิดพหุวัฒนธรรมในนโยบายความมั่นคงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อสร้างความไว้วางใจให้ประชาชนในพื้นที่ได้หวนกลับมามีความไว้วางใจกันอีกครั้งหนึ่งภายหลังจากที่อยู่ในพื้นที่ความขัดแย้งรุนแรงมาเป็นระยะเวลานาน สานักงานสภาความมั่นคงแห่งชาตินาแนวคิดเรื่องพหุวัฒนธรรมมาใช้ โดยใน track 1 มองว่านโยบาย พหุวัฒนธรรมจะเป็นตัวมาช่วยสร้างบรรยากาศในพื้นที่ อันจะนามาซึ่งการลดความหวาดระแวงและสร้างความไว้วางใจระหว่างประชาชนต่อประชาชนได้อีกครั้ง และมองว่านโยยายพหุวัฒนธรรมที่นามาใช้นั้นเป็นการให้คุณค่าและเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนทุกอัตลักษณ์ในชายแดนใต้ ทั้งยังมองว่านโยบายพหุวัฒนธรรมเป็นกลไกในการลดอัตลักษณ์เชิงเดี่ยวในพื้นที่ ซึ่งมุมมองดังกล่าวนามาสู่การออกแบบกิจกรรมและโครงการในพื้นที่ที่เกี่ยวกับพหุวัฒนธรรมอย่างมีนัยยะสาคัญตามมา track 2 นักวิชาการและภาคประชาสังคมพบว่ามีความรับรู้และเข้าใจต่อนโยบายพหุวัฒนธรรมที่ค่อนข้างหลากหลายกว่า คือมองว่านโยบายพหุวัฒนธรรมกับการเป็นวาทกรรมสวยหรู ที่ยังขาดการประสาน และไม่สื่อสารให้ชัดเจน นโยบายพหุวัฒนธรรมในฐานะตัวเร่งอัตลักษณ์ให้แข็งตัว นโยบายพหุวัฒนธรรมที่ไม่เป็นพหุวัฒนธรรมเนื่องจากให้น้าหนักไปที่ศาสนาเป็นหลัก และมองว่านโยบายพหุวัฒนธรรมในฐานะตัวสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการสร้างพื้นที่ปฏิสัมพันธ์ให้เกิดความไว้วางใจ ทั้งยังมองว่านโยบายพหุวัฒนธรรมควรให้อานาจการตัดสินใจแก่คนในพื้นที่โดยใน track 3 มองว่านโยบายพหุวัฒนธรรมเป็นแบบจัดตั้ง จึงเกิดการต่อต้าน, นโยบายพหุวัฒนธรรมควรให้อานาจการตัดสินใจแก่คนในพื้นที่, และนโยบายพหุวัฒนธรรมที่ไม่สะท้อนความจริง ไม่ต่อเนื่อง ไม่ทั่วถึงจนนามาสู่การแบ่งแยกที่มากขึ้นทั้งนี้พบว่ามีข้อกังวลอยู่ 3 ข้อด้วยกัน คือ หนึ่ง ปัญหาความเข้าใจในแก่นของพหุวัฒนธรรมต่อการแปลงนโยบายสู่การปฏิบัติ อย่างไรก็ตามปัญหานี้ก็นามาซึ่งความไม่ไว้วางใจของประชาชนต่อรัฐด้วยในระยะยาว สอง ปัญหาเรื่องงบประมาณที่ใช้ในนโยบายพหุวัฒนธรรมนั้นยังไม่เกิดผล โดยเฉพาะกิจกรรมและโครงการที่เน้นการสร้างภาพ และสาม คือนโยบายพหุวัฒนธรรมควรถูกนาไปใช้ทั้งประเทศ ไม่ใช่แค่ในพื้นที่ชายแดนใต้เท่านั้น เนื่องจากการเคารพความแตกต่างหลากหลายต้องเกิดในทุกพื้นที่คำสำคัญ: พหุวัฒนธรรม, ชายแดนใต้, นโยบายความมั่นคง